<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232</id><updated>2012-02-16T18:39:08.134-08:00</updated><category term='ภาพสไลด์เมืองไทย'/><category term='ศาลาไทย'/><category term='ไม้ข้างบ้าน'/><category term='ช้างไทย'/><category term='Postcard'/><category term='Bang Sai Arts'/><category term='ศูนย์ศิลปาชิพบางไทร'/><category term='บางปะอิน'/><category term='อัมพวา'/><category term='อยุธยามรดกโลก2'/><category term='อยุธยามรดกโลก1'/><title type='text'>สัมผัสความเป็นไทย</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>10</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-85078130785713877</id><published>2009-02-09T22:13:00.000-08:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.838-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bang Sai Arts'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ศูนย์ศิลปาชิพบางไทร'/><title type='text'>Bang Sai Arts and Crafts Training Centre</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEoPdmK4cI/AAAAAAAAAds/tnAizotRobs/s1600-h/bnsi007.JPG"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div style="text-align: center; font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;        สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถทรงโปรดเกล้าให้จัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ เมื่อวันที่ ๒๑ &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในต่างจังหวัดให้ได้มีอาชีพเสริม มีรายได้เพิ่มขึ้น ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเพื่อช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์มรดกแห่งศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านซึ่งใช้สอยอยู่ใน ชีวิตประจำวัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEnLK8lNkI/AAAAAAAAAdM/XBoYlWStrdk/s1600-h/b7c3p1o.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;ul style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;ประวัติ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;       พ.ศ. &lt;span style="font-family:arial;"&gt;๒๕๒๓&lt;/span&gt; สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ฯ แห่งนี้ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้า&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEoPdmK4cI/AAAAAAAAAds/tnAizotRobs/s1600-h/bnsi007.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 121px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEoPdmK4cI/AAAAAAAAAds/tnAizotRobs/s320/bnsi007.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301062482499658178" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;พระยา ต. ช้างใหญ่ อ. บางไทร ในเขตที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรม พื้นที่กว่า ๑,๐๐๐ ไร่ มุ่งฝึกงานช่างฝีมือแบบศิลปะไทยโบราณให้แก่เกษตรกรที่สนใจฝึกอาชีพเป็นราย ได้พิเศษจากช่วงที่ว่างจากงานเกษตร โดยทางศูนย์ฯ มีผู้ชำนาญงานช่างแขนงต่าง ๆ มาฝึกสอน เมื่อสามารถผลิตงานได้แล้ว ศูนย์ฯ จะรับซื้อผลงานไปจำหน่าย เปิดอบรมศิลปาชีพรุ่นแรกเมื่อวันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๒๔ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเมื่อวันที่๗ ธ.ค. ๒๕๒๗&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ในวันฉัตรมงคลปี ๒๕๒๓ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้นาย&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ธานินทร์ กรัยวิเชียร รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ สรรหาที่ดินที่ใกล้เคียงกับพระราชวัง&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEn3ihGEQI/AAAAAAAAAdc/S7eOLfWVHfQ/s1600-h/bnsi026.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 119px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEn3ihGEQI/AAAAAAAAAdc/S7eOLfWVHfQ/s320/bnsi026.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301062071503687938" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;บางปะอินเพื่อจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพอีกแห่งหนึ่ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร จัดหาที่ดินได้ ๒ แปลง เป็นที่ดินของ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้รัฐบาลจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้ได้มีที่อยู่และทำมาหากินตามอัตภาพ แปลงหนึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก อีกแปลงหนึ่งอยู่ที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ดินแปลงที่อยู่ที่อำเภอบางไทรด้วยพระองค์เอง ซึ่งที่ดินแปลงนี้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๗๕๐ไร่เศษ และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควรจะสร้างศูนย์ศิลปาชีพ ณ ที่นี้วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๓ รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบ และรัฐบาลยังได้มี&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEn93hYdQI/AAAAAAAAAdk/nYVMvj6XBkQ/s1600-h/potesut01.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 202px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEn93hYdQI/AAAAAAAAAdk/nYVMvj6XBkQ/s320/potesut01.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301062180221252866" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;มติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนโครงการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดตั้งขึ้นโดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการดูแลสถานที่และการฝึกอบรม และมีหน่วยทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ มาช่วยดูแลในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดฝึกอบรมศิลปาชีพเรื่อยมา และมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก ๒๐๐ไร่เศษ รวมเป็นเนื้อที่ของศูนย์ฯ ทั้งหมดเกือบ ๑๐๐๐ ไร่ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;วันที่ ๗ธันวาคม ๒๕๒๗&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;li&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ภายในอาณาบริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในปัจจุบันนี้ มีสถานที่ที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๑. ศูนย์แสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าซึ่งเป็นผลผลิตจากสมาชิกในศูนย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๒. โรงงานผลิตงานหัตถกรรมพื้นบ้านและงานช่างฝีมืออื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๓. หมู่บ้านศิลปาชีพจำลอง ๔ ภูมิภาค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๕. สวนนก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๖. วังมัจฉา&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEg4vRxmMI/AAAAAAAAAc0/KmfwjK91J08/s1600-h/ArtsVillage_bg5.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 110px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEg4vRxmMI/AAAAAAAAAc0/KmfwjK91J08/s320/ArtsVillage_bg5.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301054395527567554" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๗. บริเวณอื่นๆ เช่น สวนพักผ่อน ท่าน้ำ โรงอาหารและร้านค้าของที่ระลึกเป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;ที่ตั้ง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;     &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร &lt;/span&gt;ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอยู่ใกล้กับพระราชวังบางปะอิน ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร มีอาณาบริเวณทั้งสิ้นประมาณ ๙๐๐ ไร่เศษ บริเวณที่ตั้งศูนย์ฯ นี้ เดิมเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่เป็นเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำมาหากิน ต่อมา&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEnp8zG82I/AAAAAAAAAdU/h_Hs9y99m8o/s1600-h/bird02.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 180px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEnp8zG82I/AAAAAAAAAdU/h_Hs9y99m8o/s320/bird02.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301061838040396642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบเพื่อสนองพระราชดำริที่จะทรงจัดสรรที่ดินสักแปลงหนึ่งใกล้ ๆ กรุงเทพมหานคร สำหรับราษฎรที่เป็นเกษตรกรผู้ยากจนจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ฝึกอบรมในงานศิลปาชีพหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อเป็นอาชีพเสริม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;       วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๓รัฐบาลได้มีมติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนโครงการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดตั้งขึ้นและเปิดการฝึกอบรมสมาชิกรุ่นแรก เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียรองคมนตรี และรองประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบและดำเนินงานของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร รับเกษตรกรผู้ยากไร้จากจังหวัดต่าง ๆ รวม ๔๓ จังหวัด ซึ่งมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาฝึกอบรมในด้านศิลปาชีพสาขาต่าง ๆ เกษตรกรที่มาจากต่างจังหวัดจะได้เข้าพักอยู่ที่หอพักของศูนย์ฯ ส่วนเกษตรกรที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์ฯ ก็อยู่บ้านของตนเองและมารับการฝึกอบรมแบบเช้าไป-เย็นกลับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ขณะนี้ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เปิดสอนศิลปาชีพประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๒๑ แผนก ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;๑. ช่างเขียนลายไทย&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpHyoELYI/AAAAAAAAAd0/UmDhLL3fpE0/s1600-h/bnsi005.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 119px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpHyoELYI/AAAAAAAAAd0/UmDhLL3fpE0/s320/bnsi005.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301063450217426306" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๒. ช่างไม้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๓. ช่างสีและชักเงา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๔. ช่างเครื่องเรือนหวาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๕. ช่างปั้นตุ๊กตาและดอกไม้ประดิษฐ์ทำด้วยขนมปัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๖. ช่างจักสานผักตบชวา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๗. ช่างปั้นและหล่อโลหะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๘. ช่างเครื่องหนัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;   ๙. ช่างเป่าแก้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๐. ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๑. ช่างยนต์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๒. ช่างเครื่องเคลือบดินเผา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๓. ช่างทอผ้าไหม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๔. ช่างทอผ้าตีนจก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๕. ช่างจักสานไม้ไผ่ลายขิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๖. ช่างจักสานย่านลิเพา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๗. ช่างปักผ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๘. ช่างทำขนมไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๑๙. ช่างถักนิตติ้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๒๐. ช่างทำดอกไม้ประดิษฐ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;  ๒๑. ช่างศิลปะประดิษฐ์ (ควั่นธูปเทียน, แป้งร่ำ, เครื่องบายศรีและใบตอง ฯลฯ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;        นอกจากนี้ยังมีแผนกเกษตรกรรม เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาฝึกอบรมด้านศิลปาชีพให้มีพื้นฐานความรู้ทางด้านเกษตรกรรมด้วย&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpR1MK7jI/AAAAAAAAAd8/VmgJG_M8uh4/s1600-h/bnsi001.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 125px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpR1MK7jI/AAAAAAAAAd8/VmgJG_M8uh4/s320/bnsi001.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301063622704426546" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;     &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร&lt;/span&gt; เปิดอบรมสมาชิกปีละ ๓ รุ่น รุ่นละ ๔ เดือน มีสมาชิกมาฝึกอบรมรุ่นละ ๓๐๐-๔๐๐ คน ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีผลของการฝึกอบรมได้มาตรฐานที่ศูนย์ฯ วางไว้ จะได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ บัดนี้มีผู้รับการฝึกอบรมสำเร็จตามหลักสูตรการฝึกอบรมไปแล้วไม่น้อยกว่า ๔,000 คนเศษ สำหรับระยะเวลาการฝึกอบรมนั้นแต่ละแผนกใช้เวลาไม่เท่ากัน แล้วแต่ความยากง่าย ความละเอียดอ่อนของศิลปาชีพแต่ละประเภท เช่น ช่างยนต์และช่างตัดเย็บเสื้อผ้า จะใช้เวลาฝึกอบรม 4 เดือน ส่วนช่างไม้ ช่างปั้นหล่อโลหะ ต้องใช้เวลาเป็นปี เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;การเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ทำให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีอาชีพเสริม ซึ่งก่อให้ฐานะความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้น และสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง คือ ทำให้เศรษฐกิจของอำเภอบางไทรดีขึ้นเดิมอำเภอ บางไทรเป็นอำเภอที่ค่อนข้างจะยากจน มีไร่นาร้างเป็นจำนวนมาก สภาพที่ดินไม่เหมาะสมแก่การทำไร่ทำนา ชาวบ้านอพยพไปหางานอื่นทำเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อมีศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ขึ้นผู้คนก็เริ่มอพยพกลับมาผลทำให้ในปัจจุบันอำเภอบางไทรเจริญขึ้นอย่าง&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpZlnaveI/AAAAAAAAAeE/wQplJtxxJyA/s1600-h/bnsi015.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 160px; height: 119px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEpZlnaveI/AAAAAAAAAeE/wQplJtxxJyA/s320/bnsi015.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301063755962695138" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เป็นศูนย์ศิลปาชีพที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก มีภูมิทัศน์สวยงาม และมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้คนชมมากมาย การคมนาคมก็สะดวก ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร จะจัดงานประจำปี ปีละ ๒ ครั้ง คือ งานลอยกระทงตามประทีป ในเดือนพฤศจิกายน และงานศิลปาชีพบางไทร ในตอนปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเผยแพร่ผลงานตามโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งเพื่อหารายได้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในโครงการศิลปาชีพบางไทรด้วย ในงานประจำปีทั้ง ๒ ครั้งนี้จะมีประชาชนไปชมกิจการในโครงการศิลปาชีพอย่างมากมายทุกครั้ง นอกจากนั้นยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศไปชมกิจการกันเป็นประจำอย่างต่อเนื่องด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;การเดินทาง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๑.เส้นทางที่ ๑&lt;/span&gt;   ทางหลวงหมายเลข ๙ (ถ.วงแหวนตะวันตก) จากแยกทางหลวง ๓๔๔(อ.บางบัวทอง) ซึ่งมาได้จาก จ.สุพรรณบุรี-ตลิ่งชัน หรือปทุมธานี ผ่านแยกต่างระดับสามโคก-ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา-เลี้ยวซ้ายทางแยกบ่อ ส่า-เดินรถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ตรงจนถึงศูนย์ฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๒. เส้นทางที่ ๒&lt;/span&gt; ทางหลวงหมายเลข ๓๐๖ ถ.ติวานนท์) จากห้าแยกปากเกร็ด-ผ่านแยกสวนสมเด็จ-ผ่านแยกปากคลองรังสิต-ผ่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;แยกบางพูน-เลี้ยวขวาที่แยกเทคโนฯปทุมธานีเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ (ปทุมธานี-บางปะหัน) ผ่านแยก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เชียงรากน้อย-เลี้ยวซ้ายทางต่างระดับเชียงรากน้อยเดินรถทางตรงผ่านแยกบ่อส่า-กลับรถใต้สะพานแม่น้ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เจ้าพระยา-เลี้ยวซ้ายทางแยกบ่อส่า-เดินรถตรงมาจนถึงศูนย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๓.เส้นทางที่ ๓&lt;/span&gt;  ทางด่วนสายปากเกร็ดบางปะอิน-ลงทางด่วนบางปะอินตรงผ่านแยกบ่อส่า-กลับรถใต้สะพานแม่น้ำเจ้าพระยา-&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เลี้ยวซ้ายทางแยกบ่อส่า-เดินรถตรงมาจนถึงศูนย์ฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๔. เส้นทางที่ ๔&lt;/span&gt;  ทางหลวงหมายเลข ๑ (ถ.พหลโยธิน) จากรังสิตหรือภาคเหนือหรือภาคอีสาน-ผ่านแยกต่างระดับบางปะอิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เข้าทางหลวงหมายเลข ๙ (ถ.วงแหวนตะวันตก) -ตรงผ่านแยกต่างระดับเชียงรากน้อย- เดินรถทางตรงผ่านแยกบ่อส่า-&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;กลับรถใต้สะพานแม่น้ำเจ้าพระยา-เลี้ยวซ้ายทางแยกบ่อส่า-เดินรถตรงมาจนถึงศูนย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๕. เส้นทางที่ ๕&lt;/span&gt;ทางหลวงเอเชีย จาก อ.บางปะหัน-อยุธยา มาตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๗(ปทุมธานี-บางปะหัน) -ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา-แยกต่างระดับเชียงรากน้อยเลี้ยวขวา-เดินรถ ทางตรงผ่านแยกบ่อส่ากลับรถใต้สะพานแม่น้ำเจ้าพระยา-เลี้ยวซ้ายทางแยกบ่อส่า -เดินรถตรงมาจนถึงศูนย์ฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;๖. เส้นทางที่ ๖&lt;/span&gt; ทางหลวงหมายเลข๓๓๐๙ (บางปะอินเชียงรากน้อย) จากทางหลวงสายเอเชีย หรืออยุธยา ผ่านหน้าโรงงานกระดาษบางปะอิน-ลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา-เลี้ยวซ้าย ทางแยกท่าน้ำบางไทร- เดินรถตรงมาจนถึงศูนย์ฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;li&gt;&lt;img src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-4.jpg" alt="" /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การเข้าชม&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;         &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร&lt;/span&gt; เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์   เวลา ๐๘.๓๐-๑๗.๐๐น. วันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๘ - ๑๘.๐๐ น.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อัตราค่าเข้าชม&lt;/span&gt; ชาวไทย ผู้ใหญ่ ๕0บาท เด็ก ๒0บาท    &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ชาวต่างประเทศ&lt;/span&gt; ผู้ใหญ่ ๑00 บาท    เด็ก ๕0 บาท&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;    เที่ยวชมภายในหมู่บ้านศิลปาชีพฯ “วังปลา” อาคารฝึก อบรมงานศิลปาชีพ “ศาลาพระมิ่งขวัญ” ซึ่งเป็นอาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพของนักเรียนศิลปาชีพ สักการะบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิมฯ ณ ศาลาโรงช้าง และนั่งรถไฟเล็ก ได้โดยไม่เสียค่าบริการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;     สอบถามรายละเอียดที่ประชาสัมพันธ์ศูนย์ศิลปาชีพบาง ไทร โทร.๐๓๕๓๖-๖๒๕๒-๔, ๐๓๕๒๘๓๒๔-๖ หรือ www.bangsaiarts.com&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEp5EqsIYI/AAAAAAAAAeU/Fs3c2Ukt_F0/s1600-h/tum_potisut01.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 159px; height: 119px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEp5EqsIYI/AAAAAAAAAeU/Fs3c2Ukt_F0/s320/tum_potisut01.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301064296873861506" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;http://www.swu.ac.th/royal/book7/b7c3t3.html&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;thai-tour.com/thai-tour/Central/Ayutthaya/data/place/bangsai.htm&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZErY1U-JBI/AAAAAAAAAec/PW6tnHj66-U/s1600-h/picture099-300x199.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 217px; height: 145px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZErY1U-JBI/AAAAAAAAAec/PW6tnHj66-U/s320/picture099-300x199.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301065942023676946" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-85078130785713877?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://thailand-trip-planner.blogspot.com/' title='Bang Sai Arts and Crafts Training Centre'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/85078130785713877/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/02/bang-sai-arts-and-crafts-training.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/85078130785713877'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/85078130785713877'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/02/bang-sai-arts-and-crafts-training.html' title='Bang Sai Arts and Crafts Training Centre'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZEoPdmK4cI/AAAAAAAAAds/tnAizotRobs/s72-c/bnsi007.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-1823918203770425718</id><published>2009-02-01T21:51:00.000-08:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.843-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บางปะอิน'/><title type='text'>พระราชวังบางปะอิน</title><content type='html'>&lt;ul&gt;&lt;li&gt;พระราชวังบางปะอิน&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaWDi2SI_I/AAAAAAAAAaU/C556MCHLRhI/s1600-h/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%8C.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 240px; height: 179px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaWDi2SI_I/AAAAAAAAAaU/C556MCHLRhI/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%8C.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298086999286227954" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในพระเจ้าปราสาททอง สมัยกรุงศรอยุธยาตอนต้น และเคยเป็นสถานที่เสด็จ ประพาสในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 จนได้รับการโปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูบูรณะจนสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเป็นอย่างยิ่งเพราะพระราชวังบางปะอิน อยู่ที่อาณาบริเวณที่มีมากกว้างขวาง และร่มรื่นด้วยร่มไม้นานาพันธุ์ มีสวนหย่อมและสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ทั่วไป ภายในมีสถานที่อดีตที่ประทับของกษัตริย์เปิดให้เข้าเยี่ยมชม โดยไฮไลท์อยู่ที่ "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" พระตำหนักกลางสระน้ำที่วิจิตรงดงามยิ่ง&lt;br /&gt;   นอกจากนี้แล้วยังมีที่สำคัญ ๆ ภายในพระราชวังบางปะอิน ควรค่าแก่การเข้าไปศึกษาและเยี่ยมชม เช่น "พระที่นั่งเวหาจำรูญ"  หรือในภาษาจีนเรียกว่า เทียนเหมงเต้ย ที่วิจิตรด้วยศิลปะการสร้างแบบจีน, "หอวิฑูรย์ทัศนา" หอสูงตังอยู่กลางเกาะในพระราชอุทยาน, "พระที่นั่งวโรภาษพิมาน" ที่ ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใช้เป็นที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการ เป็นต้น&lt;br /&gt;พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ในตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากเกาะเมืองลงมาทางทิศใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นพระราชวังโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรม ของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นพระราชวังใกล้พระนครนั่นเอง&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcPqDvb46I/AAAAAAAAAac/8OG50DcacQ0/s1600-h/100_0866.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 241px; height: 180px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcPqDvb46I/AAAAAAAAAac/8OG50DcacQ0/s320/100_0866.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298220701857866658" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครั้งเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้างมาระยะหนึ่ง พระราชวังบางปะอินกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งเมื่อสุนทรภู่ ซึ่งได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรี ได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ในนิราศพระบาท จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เริ่มการบูรณะพระราชวังขึ้น และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประทับ รับรองพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆในปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย แต่ได้เปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ยังทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชวันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทางชลมารค เมื่อถึงบริเวณเกาะบางปะอิน เรือพระที่นั่งถูกพายุใหญ่พัด ทำให้เรือพระที่นั่งล่มลง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงว่ายน้ำขึ้นไปบนเกาะนี้ ซึ่งเดิมชื่อ "เกาะบ้านเลน" และประทับอยู่กับชาวบ้าน&lt;br /&gt;     ในระหว่างประทับอยู่ ณ ที่นี้ สมเด็จพระเอกาทศรถได้หญิงชาวเกาะเป็นบาทบริจาริกา มีนามว่า "อิน" จึงเป็นเหตุให้คนทั่วไปเรียกเกาะนี้ต่อมาว่า "เกาะบางปะอิน" ต่อมาเมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พระองค์ก็ทรงพานางอินนี้กลับไปกรุงศรีอยุธยาด้วย นางอินผู้นี้จึงเป็นพระสนมในเวลาต่อมา และมีพระราชโอรสด้วยกัน เล่ากันว่าพระราชโอรสพระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง&lt;br /&gt;เมื่อปี พ.ศ. 2175 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระมารดา และได้พระราชทานนามว่า "วัดชุมพลนิกายาราม"  และได้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งเพื่อฉลองการที่พระราชเทวีประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระนารายณ์ราชกุมาร พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" [พระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในฤดูร้อนสืบเนื่องกันมา จนกระทั่ง กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 ซึ่งทำให้พระราชวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างไป&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcP2m4kPlI/AAAAAAAAAak/tMcX3uCpePU/s1600-h/psh009.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 241px; height: 160px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcP2m4kPlI/AAAAAAAAAak/tMcX3uCpePU/s320/psh009.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298220917449834066" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;บริเวณโดยรอบของพระราชวังบางปะอิน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;พระราชวังบางปะอินกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง เมื่อสุนทรภู่ได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ซึ่งได้เดินทางผ่านพระราชวังบางปะอิน และได้ประพันธ์ถึงพระราชวังแห่งนี้ในนิราศพระบาท ว่า&lt;br /&gt;รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว         ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล&lt;br /&gt;สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน                 กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง&lt;br /&gt;อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่                         ได้ยินแต่ยุบลในหนหลัง&lt;br /&gt;ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง                 กษัตริย์ครั้งครองกรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงศรีอยุธยา ประพาสผ่านพระราชวังบางปะอิน ทอดพระเนตรเห็นความร่มรื่นโดยรอบเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย อีกทั้งยังเป็นเขตพระราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังบางปะอิน โดยสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งเป็นที่ประทับ เรือนแถวสำหรับเจ้านายฝ่ายในหนึ่งหลัง พลับพลาริมน้ำ และพลับพลากลางเกาะ พร้อมทั้งปฏิสังขรณ์วัดชุมพลนิกายารามขึ้นใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า บางปะอินเป็นเกาะกลางน้ำ มึความเงียบสงบ มีเส้นทางการเดินเรือได้หลายทาง สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นสถานที่เสด็จประพาสของพระบรมชนกนาถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สำหรับแปรพระราชฐานดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;บริเวณพระราชวัง&lt;/span&gt;   พื้นที่ของพระราชวังบางปะอินนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaLkIg3UnI/AAAAAAAAAZk/G0oT1cpT97g/s1600-h/250px-Aisawan_Dhiphya-Asana_.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaLkIg3UnI/AAAAAAAAAZk/G0oT1cpT97g/s320/250px-Aisawan_Dhiphya-Asana_.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298075464524845682" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เขตพระราชฐานชั้นนอก&lt;/span&gt;  พระที่นั่งวโรภาษพิมาน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;เขตพระราชฐานชั้นนอกนั้น เป็นบริเวณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้สำหรับการออกมหาสมาคมหรือ ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;* หอเหมมณเฑียรเทวราช หรือ ศาลพระเจ้าปราสาททอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 - 2419 มีลักษณะเป็นปรางค์ศิลา ซึ่งจำลองแบบจากปรางค์ขอม ภายในประดิษฐานเทวรูปพระเจ้าปราสาททอง ตั้งอยู่ ณ ริมสระน้ำใต้ต้นโพธิ์&lt;br /&gt;* พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งทรงปราสาทโดยจำลองมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมรูปหล่อสำริดของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์ เต็มยศจอมพลทหารบกเพื่อนำมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งองค์นี้จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;* พระที่นั่งวโรภาษพิมาน รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2415 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกว่าราชการ และใช้เป็นที่ประทับ เป็นตึก 2 ชั้น ศิลปะแบบคอรินเทียนออร์เดียน ปัจจุบัน พระที่นั่งองค์นี้ยังใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบรมวงศ์เมื่อเสด็จแปร พระราช ฐานมาประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน&lt;br /&gt;* สภาคารราชประยูร เป็นตึกสองชั้น ตั้งอยู่ริมน้ำ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ในรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหา&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaTNkYB4NI/AAAAAAAAAZ0/YM85YDJbfj0/s1600-h/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 241px; height: 181px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaTNkYB4NI/AAAAAAAAAZ0/YM85YDJbfj0/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298083872960012498" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วชิรุณหิศ และเจ้านายฝ่ายหน้า ปัจจุบัน ใช้เป็นที่แสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; เขตพระราชฐานชั้นใน&lt;/span&gt; หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;เขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ประทับของของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา ประกอบด้วย&lt;br /&gt;* พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของพระราชวังบางปะอิน เดิมเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ทาสีเขียวอ่อนและเขียวแก่สลับกัน แต่เกิดไฟไหม้พระที่นั่งทั้งองค์ระหว่างการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2481 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงได้ขอพระบรมราชานุญาตให้สร้างพระที่นั่งองค์นี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นที่ประทับในการเสด็จแปรพระราชฐาน และรับรองพระราชอาคันตุกะ&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaLG4GoX0I/AAAAAAAAAZc/v_HiN0mkDWU/s1600-h/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8D.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 245px; height: 183px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaLG4GoX0I/AAAAAAAAAZc/v_HiN0mkDWU/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8D.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298074961903640386" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;* หอวิฑูรทัศนา สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่ทอดพระเนตรโขลงช้างป่า และภูมิประเทศโดยรอบพระราชวัง เป็นหอสูง 3 ชั้น ทาสีเหลืองสลับแดง&lt;br /&gt;* พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยชาวไทยเชื้อสายจีนเพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งองค์นี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;* พระตำหนักฝ่ายใน เป็นหมู่พระตำหนัก ตำหนัก และเรือนของพระบรมวงศ์ฝ่ายใน เป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกชั้นเดียว และสองชั้น เรียงรายกัน แต่ในปัจจุบัน ได้มีการรื้อตำหนักลงบางส่วน&lt;br /&gt;* อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เป็นอนุสาวรีย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งสวรรคตในระหว่างการเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังบางปะอิน&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaTuyubVNI/AAAAAAAAAZ8/45oL9aUqcDo/s1600-h/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%91%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8D.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 244px; height: 183px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaTuyubVNI/AAAAAAAAAZ8/45oL9aUqcDo/s320/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%91%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8D.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298084443747734738" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;* อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง ซึ่งสิ้นพระชนม์ภายในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เหตุการณ์สำคัญ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;กรณีสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี&lt;br /&gt;สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ทรงเป็นพระราชธิดา ลำดับที่ 50 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้จัดเรือพระที่นั่งเพื่อเสด็จประพาสพระราชวัง บางปะอินพร้อมพระมเหสีทุกพระองค์ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงติดพระราชกิจ ไม่อาจเสด็จพระราชดำเนินไปตามกำหนดได้ จึงโปรดฯ ให้เรือพระที่นั่งของพระมเหสีเคลื่อนขบวนไปก่อน ระหว่างทางนั้น เรือพระ&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQDwXIMPI/AAAAAAAAAas/ctJlRY5PtM8/s1600-h/111.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 97px; height: 129px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQDwXIMPI/AAAAAAAAAas/ctJlRY5PtM8/s320/111.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298221143332237554" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ประเทียบของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (พระยศขณะนั้น) ประสบอุบัติเหตุล่ม ทำให้พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ สิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระครรภ์ (เวลานั้นทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน) หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนขึ้น ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การต้อนรับพระราชอาคันตุกะ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;     พระราชวังบางปะอิน ใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย (พระยศขณะนั้น) ณ พระราชวังบางปะอิน ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งงานรับเสด็จในครั้งนั้นเป็นงานที่ใหญ่มาก จนกระทั่ง เกิดคำพูดสำหรับคนที่ทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ว่า "ยังกับรับซาร์แห่งรัสเซีย"&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยังใช้รับรอง และพระราชทานเลี้ยงแก่&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQOBlKufI/AAAAAAAAAa0/bhXo5sv-fNE/s1600-h/100_0879.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 241px; height: 180px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQOBlKufI/AAAAAAAAAa0/bhXo5sv-fNE/s320/100_0879.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298221319753218546" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;พระราชอาคันตุกะ อาทิเช่น เจ้าหญิงบีทริกซ์แห่งประเทศฮอลแลนด์ เจ้าหญิงมากาเรตเต้แห่งประเทศเดนมาร์ก เจ้าหญิงเอเลน่าแห่งประเทศสเปน สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายอากินิโนแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; งานบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพของพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์&lt;br /&gt;พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติก่อนที่พระองค์จะเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงเป็นพระราชธิดาคู่ทุกข์คู่ยากของรัชกาลที่ 5 หลังจากการทรงกรมเป็น "กรมขุนสุพรรณภาควดี "ได้เพียง 1 ปี ก็สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระราชวังบางปะอิน โดยใช้พระที่นั่งไอสวรรย์ทิพยอาสน์เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และโปรดให้จัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ซึ่งถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก จนเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชาววังว่า ใครไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นคนนอกสังคมชาววัง&lt;br /&gt;ในระหว่างการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร ซึ่งทรงสนิทกับพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์มาก เกิดทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ ณ วรนาฎเกษมสานต์ ภายในพระราชวังบางปะอินนั่นเองซึ่งในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ว่า “เชิญพระศพพระเจ้าลูกเธอพระองค์หนึ่งขึ้นไป แล้วก็กลับต้องเชิญพระศพอีกพระองค์หนึ่งลงมา ”[14]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชกรุณาฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระยศขณะนั้น) กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ (พระยศขณะนั้น) ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรก หลังจากการตรากฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;พระราชพิธีสังเวยพระป้าย  พระที่นั่งเวหาศจำรูญ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์เป็นภาษาจีนโดยให้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระราชวังดุสิต และพระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน เพื่อบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  ต่อมา ในรัชกาลที่ 7 ได้มีการสร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; พระราชพิธีสังเวยพระป้ายนั้น เริ่มมีตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 การสังเวยพระป้าย ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน จะกระทำก่อนวันตรุษจีน 1 วัน ซึ่งตรงกับวันไหว้ของจีนโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีเป็นประจำทุกปี แต่ในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสด็จแทนพระองค์เพื่อประกอบพระราชพิธี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การเข้าชม  พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ไม่เปิดให้เข้าชมภายในพระที่นั่ง&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaVKnPT4MI/AAAAAAAAAaM/FkrByTxIWGo/s1600-h/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3.png"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 241px; height: 180px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaVKnPT4MI/AAAAAAAAAaM/FkrByTxIWGo/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3.png" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298086021212397762" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าพระราชวังบางปะอินยังคงใช้เป็นสถานที่เสด็จแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเป็นสถานที่ในการประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายและต้อนรับพระราช อาคันตุกะ อย่างไรก็ตาม พระราชวังบางปะอินก็ยังเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมภายใน พระราชวังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  สำหรับพระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้น ผู้ชายไม่ควรใส่กางเกงขาสั้น หรือสวมเสื้อที่ไม่สุภาพ สตรีต้องใส่กระโปรงเข้าชมภายในพระที่นั่ง โดยมีบริการให้ยืมเครื่องแต่งกายได้บริเวณอาคารการ์ดทหาร และพระที่นั่งวโรภาษพิมานและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญนั้น มีวิทยากรบรรยายความรู้เกี่ยวกับพระที่นั่งแต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในพระที่นั่ง ส่วนพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรนั้น ไม่อนุญาตให้เข้าชมภายในพระที่นั่งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  พระราชวังบางปะอิน เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลาระหว่าง 08.00 - 17.00 น. โดยต้องแต่งกายในชุดสุภาพ และขณะเข้าชมผู้ชมไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การเดินทาง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;*การเดินทางมายังพระราชวังบางปะอินนั้น สามารถทำได้หลายทาง เช่น การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้มาตามถนนพหลโยธิน เมื่อถึงประตูน้ำพระอินทร์ ให้ข้ามสะพานวงแหวนรอบนอก หลังจากนั้น ให้เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 สู่ทางหลวงหมายเลข 308 อีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน หรืออีกเส้นทางต้องผ่านเข้ามายังตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เมื่อถึงเจดีย์วัดสามปลื้มให้เลี้ยวซ้ายซึ่งจะผ่านวัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพนัญเชิง เมื่อถึงสถานีรถไฟบางปะอินให้เลี้ยวขวา แล้วขับไปตามทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) นั่งรถ&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQoDNYxRI/AAAAAAAAAa8/tVNqX42aW7w/s1600-h/250px-TahiLand_RailWay001.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 208px; height: 156px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYcQoDNYxRI/AAAAAAAAAa8/tVNqX42aW7w/s320/250px-TahiLand_RailWay001.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298221766866945298" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;สายกรุงเทพฯ-บางปะอิน มาลงที่บขส.บางปะอิน (สุดสาย) จากนั้นนั่งรถสามล้อเครื่องไปลงที่พระราชวังบางปะอิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางโดยรถไฟ มาลงที่สถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน หรือเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง มาลงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารเข้าไปยังพระราชวังบางปะอิน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-1823918203770425718?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/1823918203770425718/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/02/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1823918203770425718'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1823918203770425718'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='พระราชวังบางปะอิน'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SYaWDi2SI_I/AAAAAAAAAaU/C556MCHLRhI/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%8C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-3932353028122176371</id><published>2009-01-29T01:20:00.000-08:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.848-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพสไลด์เมืองไทย'/><title type='text'>ภาพสไลด์ เมืองไทย</title><content type='html'>&lt;div style="width: 320px; text-align: center;"&gt;&lt;embed type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" src="http://w384.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http://w384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/f90e824f.pbw" width="320" height="240"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="width: 320px; text-align: center;"&gt;&lt;embed type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" src="http://w384.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http://w384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/00f49bc9.pbw" width="320" height="240"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-3932353028122176371?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/3932353028122176371/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3932353028122176371'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3932353028122176371'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ภาพสไลด์ เมืองไทย'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-3501459142776392725</id><published>2009-01-13T21:52:00.000-08:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.850-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อยุธยามรดกโลก2'/><title type='text'>อยุธยามรดกโลก ตอนที่ 2</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW1_khEu1QI/AAAAAAAAAR8/vbZm5E4p79I/s1600-h/IMG_0006.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 341px; height: 300px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW1_khEu1QI/AAAAAAAAAR8/vbZm5E4p79I/s320/IMG_0006.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291025402560435458" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอด&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;ระยะเวลา 417 ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรไทย มิได้เป็นเพียง&lt;br /&gt;ช่วงแห่งความเจริญสูงสุดของชนชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์อารยธรรมของหมู่มวล&lt;br /&gt;มนุษยชาติซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศอีกด้วย แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะถูกทำลายเสียหายจาก&lt;br /&gt;สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจากน้ำมือการบุกรุกขุดค้นของพวกเรากันเอง แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ยังมีร่องรอยหลักฐานซึ่งแสดงอัจฉริยภาพและ&lt;br /&gt;ความสามารถอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษแห่งราชอาณาจักรผู้อุทิศตนสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองทาง&lt;br /&gt;ศิลปวัฒนธรรม และความมั่งคั่งไว้ให้แก่ผืนแผ่นดินไทย หรือแม้แต่ชาวโลกทั้งมวล จึงเป็นที่น่ายินดีว่า&lt;br /&gt;องค์การ ยูเนสโก้ โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติรับนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;ซึ่งมีอาณา เขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์พระ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2APGj4AZI/AAAAAAAAASE/-1rT0Uxc6HI/s1600-h/IMG_0001+9.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 275px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2APGj4AZI/AAAAAAAAASE/-1rT0Uxc6HI/s320/IMG_0001+9.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291026134177677714" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;นครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดตั้ง&lt;br /&gt;เป็น อุทยาน ประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชรโดยจะมีผลให้ได้ รับความ คุ้มครองตามอนุสัญญาที่ประเทศต่างๆได้ทำร่วมกัน จึงสมควรที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ไปศึกษาเยี่ยมชมเมือง หลวงเก่าของเราแห่งนี้&lt;br /&gt;สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่เป็นโบราณสถาน ได้แก่&lt;br /&gt;วัด และ พระราชวังต่างๆ พระราชวังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีอยู่ 3 แห่ง คือ&lt;br /&gt;-พระราชวัง หลวง วังจันทรเกษม หรือวังหน้า และวังหลัง นอกจากนี้ยังมีวังและตำหนักนอกอำเภอพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นที่สำหรับเสด็จ ประพาส ได้แก่&lt;br /&gt;-พระราชวังบางปะอิน ในเขตอำเภอบางปะอิน&lt;br /&gt;-และตำหนักนครหลวง ในเขตอำเภอนคร หลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;     ต่อจากตอนที่หนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวนำชมสถานที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 0);"&gt;5.วัดไชยวัฒนาราม&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2PQz_miWI/AAAAAAAAASM/r01iS4ZP6f8/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A11.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 149px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2PQz_miWI/AAAAAAAAASM/r01iS4ZP6f8/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A11.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291042656227854690" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;เป็นพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ที่สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาองค์ที่ 24 ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาเจริญรุ่งเรือง สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเมื่อ พ.ศ.2137 ในบริเวณนิวาสถานของพระราชชนนีเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา วัดตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง ตรงข้ามกับพระตำหนักสิริยาลัย ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Ptb9ixGI/AAAAAAAAASU/JEyj_VjasGg/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 213px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Ptb9ixGI/AAAAAAAAASU/JEyj_VjasGg/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291043147992974434" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;เดิมวัดไชยวัฒนาราม มีชื่อว่า&lt;b&gt; “วัดชัยวัฒนาราม”&lt;/b&gt; ซึ่งสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก (พนมเปญในสมัยนั้น) จึงใช้คำว่า&lt;b&gt; “ชัย”&lt;/b&gt; ที่หมายถึงชัยชนะ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น &lt;b&gt;“วัดไชยวัฒนาราม”&lt;/b&gt; เพราะคำว่า&lt;b&gt; “ ไชย”&lt;/b&gt; หมายถึงไชโย เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และครอบคลุมรวมทั้งหมดรวมถึงชัยชนะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ การสร้างวัดนั้น สมเด็จพระเจ้าปราสาททองซึ่งเป็นกษัตริย์สมัยอยุธยาตอนปลายทรงสร้างปรางค์ ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด เท่ากับเป็นการรื้อฟื้นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นที่นิยมสร้างปรางค์เป็นประธาน ของวัด เนื่องจากพระองค์ทรงได้เมืองเขมรมาอยู่ใต้อำนาจ จึงได้นำรูปแบบสถาปัตยกรรมขอมเข้ามาใช้ในการสร้างพระปรางค์ของวัดไชยวัฒนา รามนี้ด้วย โดยตั้งใจจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ในประเทศกัมพูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระปรางค์ประธานนั้นมีชื่อว่า &lt;b&gt;“พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ”&lt;/b&gt; ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มุมฐานมีปรางค์ทิศประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ รอบพระปรางค์ใหญ่ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตที่เดิมนั้นมีหลังคา แต่ปัจจุบันพังทลายลงมาแล้ว ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยสร้างด้วยหินทรายที่ เคยลงรักปิดทองจำนวน 120 องค์ เป็นเสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัจจุบันพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเหล่านั้นนั้นไม่มีเศียร เพราะถูกขโมยตัดเศียรไปขาย และหาสมบัติที่เล่ากันว่าซ่อนอยู่ภายในพระพุทธรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่แปลกจากวัด อื่นๆอีกก็คือที่นี่มีใบเสมาที่ทำด้วยหินสีเขียว ซึ่งคล้ายกับหินดินดำแต่มีสีเขียว แกะสลักเป็นลวดลายประจำยาม 4 แฉกเหมือนดอกไม้ นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถที่สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศเมรุราย นอกระเบียงคต ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน ข้างๆมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง และมีปรางค์เจดีย์ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นมาในภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความ สำคัญของวัดนี้นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสวยงามและมีการก่อสร้างไม่ เหมือนวัดอื่นๆแล้ว วัดนี้ยังเป็นที่ฝังศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย และเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากเจ้าฟ้ากุ้งไปรักกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระชายาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คนกรุงเก่าเล่าว่า เพลาใดที่เป็นคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงอาจจะได้เห็นชายหญิงแต่เครื่อง กษัตริย์มาเดินอยู่ในวัดแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และยังมีเรื่องเล่ากันว่า สมัยก่อนคนมักศึกษาด้านไสยศาสตร์ คาถาอาคม และเมื่อคราวก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก ทหารที่ต้องออกศึกสงครามก็เป็นห่วงครอบครัว ลูกเมียที่บ้าน เกรงว่าจะเกิดภัยอันตรายจึงได้ใช้คาถาอาคมผนึกบ้านเรือนของตนไว้ พรางตามิให้ข้าศึกศัตรูเห็นได้ ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านในละแวกวัดไชยฯ ก็เคยเห็นทหารใส่ชุดนักรบโบราณปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้ง บ้างก็ถ่ายรูปที่วัดไชยฯ แล้วติดรูปหญิงสาวในชุดไทย จนเรื่องเล่าเหล่านี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเรื่อง &lt;b&gt;“เรือนมยุรา”&lt;/b&gt; ซึ่งจะจริงแท้ประการใดก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตาม &lt;b&gt;วัดไชยวัฒนารามแห่งนี้ก็ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอยุธยา ที่ยังคงความงดงามและเสน่ห์ของพระอารามเมืองกรุงเก่าไว้เช่นเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2WAbbqhKI/AAAAAAAAATk/iBjx_nHbrMQ/s1600-h/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 200px; height: 247px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2WAbbqhKI/AAAAAAAAATk/iBjx_nHbrMQ/s320/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291050071338157218" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;6.วังจันทร์เกษม                                &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2aUov1MAI/AAAAAAAAAUU/Z7GMpMzc2XE/s1600-h/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%82.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 200px; height: 173px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2aUov1MAI/AAAAAAAAAUU/Z7GMpMzc2XE/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%82.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291054816556298242" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ตั้ง อยู่ริมแม่น้ำป่าสักมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองใกล้ตลาดหัวรอ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2112 เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช และพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เมื่อคราวเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ทำลายเสียหายมากและถูกทิ้งร้างจนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดฯ ให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2ajq2ESoI/AAAAAAAAAUc/rdMbJxQbJ1o/s1600-h/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 200px; height: 203px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2ajq2ESoI/AAAAAAAAAUc/rdMbJxQbJ1o/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291055074817362562" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; และพลับพลาจตุรมุขเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้เป็นที่ว่าการมณฑลอยุธยา และรัชกาลที่ 7 โปรดฯ ให้เปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัดจนกระทั่งได้สร้างศาลากลางใหม่แล้ว กรมศิลปากรจึงได้เข้ามาดูแลและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมจน กระทั่งปัจจุบันเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท รายละเอียดติดต่อ โทร. (035) 251586&lt;br /&gt;พลับพลา จตุรมุข เป็นพลับพลาเครื่องไม้ ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาเสด็จประพาส ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องชามลายครามของจีน อาวุธสมัยโบราณ และเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ (หอส่องกล้อง)เป็นหอสูงสี่ชั้นอยู่ที่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามรากฐานเดิม ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว&lt;br /&gt;กำแพงและประตูวัง เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านใน และพบซากอิฐ ในบริเวณเรือนจำหลายแห่งพระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง เคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบันแสดงพระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์สมัยต่างๆ และเครื่องไม้จำหลักสมัยอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;7.วัดพระรามและบึงพระราม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Ss9Uct3I/AAAAAAAAAS0/p0wVDXqYIHQ/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 215px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Ss9Uct3I/AAAAAAAAAS0/p0wVDXqYIHQ/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291046438302431090" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;วัด พระรามนั้น คาดว่าถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา แต่พระองค์ทรงครองราชได้เพียงแค่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงได้ช่วยเหลือให้สร้าง จนสำเร็จก็ได้ หรืออาจจะสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสวยราชย์ครั้งที่ ๒ ก็เป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สิ่งก่อสร้าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันซากปรักหักพังเหลือแต่ พระปรางค์ กำแพงด้านหนึ่ง และ     เสาในพระอุโบสถ วิหาร ๗ หลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;พระปรางค์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบน ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์ ส่วนทางตะวันตกทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ใต้ รอบๆปรางคืเล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีก ๔ ด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;วิหาร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;วิหารใหญ่ อยู่ทางตะวันออกของพระปรางค์ อยู่ด้านหน้าวัด     มีทางเดินต่อกับประปรางค์&lt;br /&gt;วิหารน้อย อยู่ทางด้านทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก     เป็นวิหารที่มีด้านหลัง เชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่ ซึ่งหักพังไปแล้ว&lt;br /&gt;วิหาร อยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นวิหารขนาดกลาง     หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเจดีย์ใหญ่ ฐานสี่เหลี่ยมอยู่หลังวิหาร&lt;br /&gt;วิหารน้อย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก     ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้มีเจดีย์เล็กองค์หนึ่ง&lt;br /&gt;วิหารเล็ก อยู่ด้านหน้าของพระอุโบสถ มีประตูด้านละ ๑ ประตู&lt;br /&gt;วิหาร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก     ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมองค์หนึ่ง ปรักหักพังเช่นกัน&lt;br /&gt;วิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ มีขนาดเล็กกว่าวิหารด้านตะวัน     ปัจจุบัน เหลือแต่ฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;8.ปางช้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2SNcBiIUI/AAAAAAAAASk/Xh4BoqbxaS0/s1600-h/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 200px; height: 133px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2SNcBiIUI/AAAAAAAAASk/Xh4BoqbxaS0/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291045896788779330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;และเพนียด&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;เปิด ให้บริการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ด้วยเจตนารมณ์จะลดปัญหาการเข้ามาเร่ร่อน หากินในเมืองหลวงของช้างและควาญช้าง คุณสมพาสน์ มีพันธุ์ จึงรวบรวมช้าง และควาญ&lt;br /&gt;เหล่านั้นเข้าด้วยกัน แล้วทำการฝึกอบรม     เพื่อใช้ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว&lt;br /&gt;จนถึงวันนี้ "ปางช้าง" เปลี่ยนเป็น "วังช้าง" มีช้างในสังกัด 60 เชือก และช้างสมาชิกอีกราว 50 เชือก รวมแล้วมีช้างกว่า 100 เชือก ที่หมุนเวียนบริการ นักท่องเที่ยว ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประวัติโดยย่อ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2540 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดิมได้ตั้งชื่อว่า ปางช้างอยุธยา แล เพนียด และได้เปลี่ยนชื่อ ใหม่เป็น วังช้างอยุธยา แล เพนียด เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและสถานที่ ที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเป็นพื้นที่มรดกโลก คำว่า แล หมายถึง แลมอง แลเห็น แลดู เป็นคำโบราณ เพนียด หมายถึง โบราณสถาน เป็นที่ จับช้างโบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ความหมายรวม คือ เป็นสถานที่ทำงานของช้าง และดูแล ได้ รวบ รวม ช้าง ซึ่ง เป็นสัตย์ ที่ เกี่ยว ข้อง กับ ประวัติศาสตร์ คู่ อยุธยา มานานาน เพื่ออนุรักษ์ ให้ ชนรุ่นหลัง ได้สัมผัส ช้างไทย พร้อม บริการ นักท่องเที่ยว ทั้ง ชาวไทย และ ต่างชาติ มีบริการขี่ช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี บริการขี่ช้างตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ราคา 200-500 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โทร. (035) 211001 ตั้งอยู่ระหว่างทางไปวิหารมงคลบพิตร&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ ๒๘ องค์ วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ กำแพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่ กำแพงด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้ มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตก ได้ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้ ระดับ กับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อประสงค์อะไรอย่างหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Uho1rElI/AAAAAAAAAS8/3l1YZZ31tuQ/s1600-h/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 270px; height: 135px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Uho1rElI/AAAAAAAAAS8/3l1YZZ31tuQ/s320/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291048442849333842" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;9.คุ้มขุนแผน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;ตั้งอยู่ที่ถนนป่าโทน เป็นตัวอย่างของหมู่เรือนไทยภาคกลาง ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 และได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อ พ.ศ. 2483 บริเวณที่ตั้งคุ้มขุนแผนเคยเป็นคุกนครบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;10.วัดมหาธาตุ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VF_ekunI/AAAAAAAAATM/0BuahmX7Ky8/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 271px; height: 265px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VF_ekunI/AAAAAAAAATM/0BuahmX7Ky8/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291049067401755250" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ตั้งอยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านทิศตะวันออกเชิงสะพานป่าถ่าน           สร้างใน           สมัยของสมเด็จพระราเมศวรเมื่อ           พ.ศ.1927           ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระมหาธาตุ           (ปรางค์)           เป็นแบบแรกของสมัยอยุธยา           ซึ่งมีอิทธิพลของขอมปนมาก           ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลง           แต่ที่ เสริมใหม่ปัจจุบัน           เป็นอิฐปูนสมเด็จ           พระเจ้าปราสาททอง           ได้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริม           ให้สูงกว่าเดิม           แต่ขณะนี้ยอดพังลงมา           เหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น           เมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากร           ได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้           ได้ของโบราณหลายชิ้น           ที่สำคัญคือผอบศิลา           ภายในมีสถูป 7 ชั้น           แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก           ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง           แก้วโกเมนและทองคำ           ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;11.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 0);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พระรานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก           เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;นครศรีอยุธยา           เพราะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VYeXzNRI/AAAAAAAAATU/uGNZuAcsHe8/s1600-h/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 150px; height: 186px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VYeXzNRI/AAAAAAAAATU/uGNZuAcsHe8/s320/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291049384932488466" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;สถานที่นี้มิได้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก           เท่านั้น           หากแต่ยังหมายถึงการยืนยัน           เกียรติแห่งสตรีไทย           ที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้ง           บรรพกาลอีกด้วยเรื่องมี           อยู่ว่าในขณะที่           สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ได้เพียง           7 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2091           พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และ           บุเรงนอง           ยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกโดยผ่านมาทางด้านด่าน           พระเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรี           และ ตั้งค่ายล้อมพระนคร           การศึกครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของสมเด็จ           พระสุริโยทัยซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวาง           พระเจ้าแปร           ด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรด           ิพระราชสวามีจะเป็นอันตราย           จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสา           ขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง           เมื่อสงครามยุติลง           สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงปลงพระศพของพระนาง           และสถาปนาสถานที่ปลงพระศพ           ขึ้นเป็นวัดสบสวรรค์ (หรือวัดสวนหลวงสบสวรรค์)           ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VsXbj6tI/AAAAAAAAATc/CsjPks4i2Us/s1600-h/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 150px; height: 208px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2VsXbj6tI/AAAAAAAAATc/CsjPks4i2Us/s320/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291049726666599122" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว           ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ           ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียง           เป็นหนังสือประชุม           พงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯ           ถวายจึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งของวัดสบสวรรค์           ซึ่งยังคงพบเจดีย์           แบบย่อไม้สิบสอง           สูงใหญ่ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้           ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า           "เจดีย์พระศรีสุริโยทัย"           ในปี พ.ศ. 2533           รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากร           และกรป.กลาง           ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพเดิมเป็นที่น่ายินดีว่าในวันที่           20 พฤษภาคม 2533           กรมศิลปากรได้พบศิลปวัตถุโบราณ           เช่น           พระพุทธรูปผลึกแก้วสีขาวปางมารวิชัย           พระเจดีย์จำลอง           ผอบทองคำบรรจุพระธาตุ           เป็นต้น           ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;-วังหลัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก           เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า           สวนหลวง           และคงจะปลูกแต่เพียงตำหนักที่พักเท่านั้น           ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดให้           สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวัง           เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ           ต่อมาวังหลังได้กลายเป็นที่ประทับ           ของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น           จึงไม่ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่นอกจากเจดีย์พระศรีสุริโยทัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 51);"&gt;-สวนศรีสุริโยทัย&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Sca7FVAI/AAAAAAAAASs/83iixNpArT4/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2.png"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 236px; height: 164px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2Sca7FVAI/AAAAAAAAASs/83iixNpArT4/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2.png" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291046154191328258" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ตั้งอยู่ใกล้กับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย           สวนศรีสุริโยทัยนี้           ประกอบด้วยศาลาอเนกประสงค์           พลับพลาสมเด็จพระสุริโยทัย           เนินเสมาหินอ่อนโบราณอายุกว่า           400 ปี บรรจุชิ้นส่วน           พระพุทธรูปที่ชำรุดอัญเชิญมาจากวัดพุทไธศวรรย์           (พระตำหนักเวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง)           ฯลฯ องค์การสุราฯ           เป็นผู้สร้างสวนนี้           เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในที่ดินซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อ           "สวนศรีสุริโยทัย"           เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2532           และองค์การฯ ได้ทูลเกล้าฯ           ถวายสวนนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ           5 รอบ เปิดให้เข้าชมทุกวัน           ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;-สวนสมเด็จพระศรีนัครินทร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;หรือเรียกกันว่าสวนสมเด็จฯ           ตั้งอยู่บนถนนอู่ทอง           ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์           ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง           เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่           ประกอบด้วยต้นไม้ในวรรณคดีโบราณสถาน           และศาลาไทย           นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนป่าสมุนไพรอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2XANcau8I/AAAAAAAAATs/8bZwHmrqW60/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C1.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 150px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2XANcau8I/AAAAAAAAATs/8bZwHmrqW60/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C1.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291051167094848450" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;15.วัดพุทไธศวรรค์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทางด้านใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง           หากเดินทางโดยรถยนต์และ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2XQp6EbaI/AAAAAAAAAT0/qFDk9iZDqFI/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 250px; height: 171px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2XQp6EbaI/AAAAAAAAAT0/qFDk9iZDqFI/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291051449613315490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ใช้เส้นทางสายอยุธยา-เสนา           ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง           ข้ามสะพานวัดกษัตราธิราชแล้วเลี้ยวซ้าย           จะผ่านวัด ไชยวัฒนาราม           มีป้ายบอกทางเป็นระยะไปจนถึงทางแยกซ้ายเข้าวัดพุทไธศวรรย์วัดนี้สร้างขึ้น           บริเวณที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่           เดิมบริเวณนี้เรียกว่า "เวียงเล็ก"           หรือ "เวียงเหล็ก"           ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง           ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ           พระปรางค์ประธานองค์ใหญ่เป็นศิลปะแบบอยุธาตอนต้น           เข้าไปภายในวัดจะพบอนุสาวรีย์           3 กษัตริย์           พระนเรศวรมหาราช           พระเจ้าอู่ทอง           และพระเอกาทศรถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 0);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(102, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2YAWyl-tI/AAAAAAAAAT8/attgSFusG0w/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%872.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 277px; height: 181px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW2YAWyl-tI/AAAAAAAAAT8/attgSFusG0w/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%872.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291052269115407058" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 0);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;16.วัดภูเขาทอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ           ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ           2 กม. (ทางเดียวกันกับเส้นทางไปจังหวัดอ่างทอง           ทางหลวงหมายเลข 309)           จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดภูเขาทอง           วัดภูเขาทองนี้           หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า           สมเด็จพระราเมศวร           ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1930           เมื่อบุเรงนองยกมาตีกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อ           พ.ศ. 2112           ได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองขึ้นไว้เป็นที่ระลึก           ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดให้ซ่อมองค์พระเจดีย์ตอนบนเป็นแบบไทยพร้อมๆกันกับการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บูรณะวัด           ขณะนี้จึงปรากฏว่าฝีมือช่างมอญเดิมเหลือเพียงฐาน&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;ทักษิณ           สูงขึ้นไปเป็นพระเจดีย์ย่อไม้สิบสองฝีมือช่างไทย           บริเวณทางเข้าปัจจุบันได้สร้างพระราชานุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช           (จะเห็นได้ดังรูป           วัดภูเขาทองจะตั้งอยู่ด้านหลัง)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 0);"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-3501459142776392725?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/3501459142776392725/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/2.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3501459142776392725'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3501459142776392725'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/2.html' title='อยุธยามรดกโลก ตอนที่ 2'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SW1_khEu1QI/AAAAAAAAAR8/vbZm5E4p79I/s72-c/IMG_0006.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-238542293578662509</id><published>2009-01-07T17:46:00.000-08:00</published><updated>2011-02-03T20:20:16.095-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไม้ข้างบ้าน'/><title type='text'>ไม้ข้างบ้าน</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignright" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWXRgoKCmoAAA@CmUo1/DSC02458.jpg?et=aMqru5mczg2BB9pSux1BHg&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;   &lt;br /&gt;หันไปดูเฟิร์นที่สวยๆข้างบ้าน  ตาย ตาย ตายไปเกือบหมดแล้ว  หน้าหนาวปีนี้ไม่มีพืชพันธ์สวยๆให้ดูมากนักเหลือแต่ที่ทนแดดทนฝน  เหมือนเจ้าของบ้านมิปาน จึงเหลือรอดมาให้ดูต่างหน้ากัน ชิชะ  น่าน้อยใจนัก ..........&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; เรื่องของเรื่องใจอยากเปิดร้านอาหารที่บ้าน  แม้มันจะดูกันดาร บานเบอะนักหนาแต่ก็ชอบที่จะอยู่กับธรรมชาติ  ต้นไม้ กับดิน คนเราเกิดมาก็ใกล้ดินมาก  จะตายก็ไม่พ้นดิน  ดังนั้นการเตรียมตัวไว้  จะได้ไม่ขี้ขลาดตอนจะลาจากโลกจริง  ฮิฮิ  วันนี้ดูจะมีแต่เรื่องหดหู่เนอะเราก็.....&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWSbQoKCmoAAEJxeCY1/DSC02457.jpg?et=Tgap74eDBQvIGDW41O9TPA&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;(ต้นแรกนี้คือเฟิร์นข้าหลวงยังอยู่ดีมีสุขนัก)***(ต้นที่สองไม่เกี่ยวกับเฟิร์นแต่มันก็ตายไปเหมือนกัน)***&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;    มาดูเฟิร์นกันต่อ  ดีกว่า....&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignright" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWf-goKCmoAADgGBCE1/buttfly.gif?et=DIpKXRz9wi%2BbgNmxvXjkEw&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWTwAoKCmoAAFo1hLA1/DSC02750.jpg?et=3YnCi6az8ziZVz4WD9zhsw&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;นี่เลยต้นนี้แหละ(เขาเรียกว่ากระเช้าสีดา)แต่ว่ามันตายไปแล้ว  ตายไปจริงๆๆแหลือแต่ตอดำเกาะอยู่กับต้นปีบ   เสียดายมาก  น้องชายให้มาเขาเลี้ยงของเขามานานมาก  มาอยู่กับเราไม่ถึง 2 ปี ลาไปแล้ว ทำไมเราถึงแย่อย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   &lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWV4QoKCmoAAH7RhPU1/DSC02747.jpg?et=K8NWbZdS961mDuOBhjn0rA&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;   &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้ก็มี เหลือแต่ผีเสื้อกับดอกส้ม  ต้นส้มเขียวหวานมันงอกมาต้นหนึ่ง  เจ้ามีดอกด้วย คุณผีเสื้อไม่ไปไหนเลยเกาะทั้งวันจนคิดว่าดอกส้มแย่แน่ๆบางครั้งแกล้งเอาไม่ไปใกล้ๆเผื่อรู้สึกตัวบ้าง&lt;br /&gt;จะปล่อยให้ดอกส้มชูช่ออย่างสวยงาม  มันบินหนี  แต่แล้วก็กลับมาอีกจนแล้วจนรอดเราก็ยอมแพ้มัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWXvQoKCmoAACwDIhQ1/DSC02455.jpg?et=BVUH%2Bo4HHOo9KVpAzhcnXQ&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สุพรรณนิการ์ต้นนี้  เชื่อหรือไม่ว่า ปลวกกินต้นจนดำผุผุ ไปหมดเลยต้องตัดทิ้งไป โอ้ย  อะไรนี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          จริงๆแล้วชอบเฟิร์น  จะว่าหลงไหลก็เห็นจะได้ ตั้งแต่เด็กเกิดมาก็เห็นเฟิร์นชอบเอามาเล่นขายของ  ใบมันสวย  กว่าต้นไม้ชนิดอื่น  ตัดไว้ค้างคืนบางครั้งมันไม่เหี่ยวง่ายๆ อ้อจริงๆแล้วที่บ้านไม่ได้ปลูกหรอกมันขึ้นของมันเองแหละ ริมถนน ข้างบ้าน  ข้างโรงเรียน อ้อบางครั้งยังเด็ดมาทำอาหารด้วย จำชื่อไม่ได้คล้ายๆผักกูด  เอามาทำแกงเลียง  สีม่วงๆนะ  พอมีบ้านก้อยากปลูกบ้างเพราะชอบอยู่แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่   ได้แต่ชื่นชมในเว็บของคนอื่นงั้นแหละ&lt;br /&gt;      มาดูความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเฟิร์นกันบ้างข้อความนี้คัดลอกมาจาก เว็บไซด์ไทเฟิร์น&lt;br /&gt;&lt;table align="center" border="0" cellspacing="1" width="800"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span class="style1"&gt;"เฟิน" หรือชาวบ้านเรียกว่า "ผักกูด" เกิดขึ้นในโลกใบนี้มาหลายร้อยล้านปีมาแล้ว&lt;br /&gt;ตั้งแต่สมัยที่โลกของเรา&lt;br /&gt;เริ่มมีสิ่งมีชีวิตชื้นแฉะไปด้วยน้ำ และหนองบึง จากยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt; เฟินบางชนิดก็ได้สูญพันธุ์ หรือกลาย&lt;br /&gt;พันธุ์ไปตามกาลเวลา ที่เหลืออยู่ และที่สำรวจพบมีเป็นหมื่น ๆ ชนิด&lt;br /&gt; และก็มีไม่น้อยที่ยังอยู่ในป่าเขาที่เร้นลับ&lt;br /&gt;ยังสำรวจไม่พบมีอีกมากมายเช่นกัน&lt;br /&gt; ในเมื่อเฟินมีมากมายเช่นนี้จึงมีการแบ่งเฟินออกได้หลายลักษณะ&lt;br /&gt;อาจแบ่งตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น กลุ่มของเฟินดิน เฟินอากาศ เฟินน้ำ เป็นต้น&lt;br /&gt;แบ่งตามสภาพภูมิอากาศ หรือแบ่งตามวงศ์ (Family) ซึ่งดูจะเป็นสากลมากที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;      &lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;   &lt;tr&gt;     &lt;td&gt;&lt;span class="style1"&gt;เฟิน เป็นพืชที่ไม่มีดอก ไม่มีผล ไม่มีเมล็ดสำหรับแพร่พันธุ์ แต่เฟินมีสปอร์ ซึ่งเกิดที่ใต้ใบ&lt;br /&gt;เป็นสิ่งที่ใช่ในการสืบพันธุ์ ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องของวงจรชีวิตเฟิน&lt;br /&gt;ลักษณะที่พิเศษของเฟินคือการเกิดสปอร์สำหรับสืบพันธุ์ที่ใต้ใบแล้ว&lt;br /&gt;ยอดอ่อนของเฟินจะขดเป็นลักษณะ"รูปก้นหอย" (หอยโข่งนะครับ ไม่ใช่หอยแครง)&lt;br /&gt;จากนั้นก็จะค่อย ๆ คลี่ก้าน และใบออกมา ประโยชน์ของเฟินนอกจากเป็นปลูกไม้ประดับแล้ว&lt;br /&gt;ยอดอ่อนของเฟินบางชนิดเช่น กูดห้วย ยังสามารถนำมาเป็นอาหารได้ด้วย&lt;br /&gt;บางประเทศทำยอดอ่อนของเฟินมาทำเป็นอาหารว่าง&lt;br /&gt;นอกจากนั้นยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีก เช่น กูดใบเล็กใช้เป็นยาห้ามเลือด&lt;br /&gt;หรือเหง้าแก่ของเฟินนาคราชใช้เป็นยาแก้พิษงู แมลงกัดต่อยได้&lt;br /&gt;และยังทำมาทำเป็นเครื่องรางของขลังเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษได้ด้วย (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)&lt;br /&gt;ในภาคใต้ชาวบ้านนำเถาของเฟินย่านลิเภามาทำเป็นเครื่องจัดสานได้หลายอย่าง&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;มาดูเฟิร์นบ้านคนอื่นกันเถอะ สวยมากๆ&lt;/span&gt;&lt;img style="font-weight: bold;" src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-1.jpg" alt="" /&gt;&lt;img style="font-weight: bold;" src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot.jpg" alt="" /&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;img style="width: 300px; height: 215px;" class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWd9QoKCmoAABZlmZQ1/Nbicalcalata-resize.jpg?et=7LyS89Yu1899Zw4CdKh3xQ&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;a href="http://oiyday.multiply.com/photos/hi-res/upload/SWWfFwoKCmoAAC-jR@Y1"&gt;&lt;img class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWfFwoKCmoAAC-jR@Y1/madagascarienseforweb2.jpg?et=Nlb0FP2F9ikHmEDqdBlsFg&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt; &lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://oiyday.multiply.com/photos/hi-res/upload/SWWfnAoKCmoAADb@drA1"&gt;&lt;img style="width: 299px; height: 300px;" class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWfnAoKCmoAADb@drA1/wandaeforweb.jpg?et=LwaNYxBQuDE9dEgybTWchw&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 297px; height: 300px;" class="alignleft" src="http://images.oiyday.multiply.com/image/1/photos/upload/300x300/SWWgUgoKCmoAAET5Rfo1/Nampullaria-red-resize.jpg?et=F17omf0fHH11zkZb8c7nvg&amp;amp;nmid=0" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;มาจากเว็บ thailand  exotics&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาจากเว็บ thailand  exotics&lt;br /&gt;&lt;span class="insertedphoto"&gt;&lt;/span&gt;   &lt;!-- multiply:no_crosspost --&gt;&lt;p class="multiply:no_crosspost"&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-238542293578662509?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/238542293578662509/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/blog-post_07.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/238542293578662509'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/238542293578662509'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2009/01/blog-post_07.html' title='ไม้ข้างบ้าน'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-1652441825621411810</id><published>2008-12-21T23:25:00.000-08:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.864-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อยุธยามรดกโลก1'/><title type='text'>อยุธยามรดกโลก ตอนที่ 1</title><content type='html'>&lt;div style="width: 320px; text-align: center;"&gt;&lt;embed type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" src="http://w384.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http://w384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/00f49bc9.pbw" width="320" height="240"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9CQIIFu4I/AAAAAAAAALU/mVVIfcFtccs/s1600-h/08651_011.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 138px; height: 178px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9CQIIFu4I/AAAAAAAAALU/mVVIfcFtccs/s320/08651_011.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282513732755635074" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;เที่ยวเมืองมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;หลายต่อหลายครั้งที่ได้ไปเที่ยวอยุธยาไม่เคยเบื่อที่จะได้มารำลึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ถึงกลิ่นอายของความรุ่งเรืองในวันเก่าของเมืองเก่าแห่งนี้ พระนครศรีอยุธยาเมืองมรดกโลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;อดีตผ่านมาเมืองกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีไทยที่มีอายุยืนนานมาถึง 417 ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ในอดีตเป็นมหานครที่สุดแห่งหนึ่งที่งดงามรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;พรั่งพร้อมด้วยมหาปราสาทราชวัง วัดวาอาราม แหล่งชุมชน ตลาดบกตลาดน้ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ตลาดป่า พ่อค้าวานิชย์เรือกำปั่นจากต่างชาติ ทั้งจีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น อินเดีย และอาหรับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;เดินทางไปมาค้าขายอยู่ไม่ขาด แม้ว่ามหานครแห่งนี้จะถูกทำลายลงแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ด้วยไฟสงครามแต่ร่องรอยหลักฐานที่ยังคงเหลืออยู่ ก็เป็นเสมือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ขุมทรัพย์ทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่เราลูกหลานไทยรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;และรักที่จะได้สัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่ยิ่งนัก(ขอบคุณนิตยสารอ.ส.ท.ข้าพเจ้าจะใช้คู่มือของ อ.ส.ท.เป็นไกด์ไลน์ทุกครั้งที่ไปไหนๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;  &lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9DP92R96I/AAAAAAAAALc/mlxwSJLP14k/s1600-h/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A+2091-2111.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 320px; height: 173px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9DP92R96I/AAAAAAAAALc/mlxwSJLP14k/s320/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A+2091-2111.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282514829508212642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;กรุงศรีอยุธยา&lt;/span&gt; เป็นอดีตราชธานีของราชอาจักรไทย ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-23 เป็นระยะเวลาอันยาวนานถึง 417 ปี ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ได้สร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและหล่อหลอมขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทยตกทอดมาจวบจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของกรุงเทพมหานครอีกด้วย องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์พระ นครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ศิลปโบราณวัตถุของอยุธยามีอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยความรุ่งเรืองอันยาวนานตั้งแต่ครั้งเป็นแคว้นอโยธยา แต่ส่วน ใหญ่ที่เหลืออยู่เป็นศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ และพระพุทธรูป สามารถแบ่งได้เป็นยุคสมัย ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;สมัยอโยธยา เป็นช่วงเวลาก่อนที่พระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยา ศิลปกรรมต่าง ๆ สืบทอดมาจากสมัย ทวารวดี นิยมสร้างพระ&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9Erf4H0MI/AAAAAAAAALk/9t_1Pn7O6ws/s1600-h/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9Erf4H0MI/AAAAAAAAALk/9t_1Pn7O6ws/s320/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282516402010837186" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;พุทธรูปด้วยศิลาทราย หรือพระพุทธรูปหล่อสำริด ที่เรียกว่าพระแบบอู่ทอง พระอุโบสถ ขนาดใหญ่ มีช่องลมแทนหน้าต่าง เจดีย์แปดเหลี่ยม ก่ออิฐไม่สอปูน และเจดีย์บนฐานทักษิณสูง วัดที่สำคัญในสมัยนี้ ได้แก่ วัดอโยธยา วัดขุนเมืองใจ วัดธรรมิกราช วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงเวลานับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งพระนครศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ. 1893 จน กระทั่งถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 สามารถแบ่งย่อยออกเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;อยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2112) เป็นระยะเวลาแห่งการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับอาณาจักร ด้วยสายสัมพัน์ทางเครือญาติกับกษัตริย์เมืองละโว้และสุพรรณภูมิของพระเจ้าอู่ทองทำให้อยุธยาสามารถรวบรวมดินแดนเป็นปึกแผ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว. ก่อนจะมาเสียกรุงให้แก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๑๒&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;นิยมสร้างปรางค์หรือพระเจดีย์เป็นประธานของวัด มีระเบียงคดล้อมรอบ มีวิหารหลวงอยู่ด้านหน้า วัดที่สำคัญในสมัยนี้ ได้แก่ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพุทไธสวรรย์ วัดโลกยสุธา วัดพระศรีสรรเพชรญ์ วัดมงคลบพิตร วัดเชิงท่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;อยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2112-2231)เป็ยยุคแห่งการกอบกู้เอกราชและฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับมั่นคงอีกครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;นิยมสร้างเจดีย์กลมเป็นประธานของวัด มีพระอุโบสถอยู่ด้านหน้า ได้แก่ วัดวรเชษฐาราม วัดขุนแสน วัดไชยวัฒนาราม (วัดนี้เป็นกรณีพิเศษที่สร้างพระปรางค์เป็นประธานของวัด เพราะสามารตีเขมรได้ จึงสร้างวัดแบบปราสาทเขมรเพื่อเฉลิมพระเกียรติ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;อยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2231-2310) เป็นรุ่งเรืองครั้งสุดท้ายก่อนการเสียกรุงครั้งที่สอง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;นิยมสร้างเจดีย์กลมทรงสูงหรือเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเป็นประธานของ วัด โดยเปลี่ยนมาตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถ วัดที่สำคัญในสมัยนี้ ได้แก่ วัดบรมพุทธาราม วัดพญาแมน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีอยู่เป็นจำนวนมากถึง 211 แห่ง จึงคัดเลือกเฉพาะที่ สำคัญและน่าสนใจ แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;·    โบราณสถานในเกาะเมือง ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมงคลบพิตร วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดธรรมิกราช วัดโลกยสุธาราม วัดวรเชษฐาราม วัดขุนแสน วัดขุนเมืองใจ วัดส้ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;·    โบราณสถานนอกเกาะเมือง ได้แก่ วัดหน้าพระเมรุ วัดเชิงท่า วัดแม่นางปลื้ม วัดใหญ่ชัยมงคล วัดกุฎีดาว วัดมเหยงคณ์ วัดอโยธยา วัดไชยวัฒราราม วัดวรเชตุเทพบำรุง วัดกษัตราธิราช วัดภูเขาทอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);"&gt;เรามาเริ่มกันที่อยุธยาเลยนะคะ  ที่แรกที่ควรศึกษาคือ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9JYdBRQtI/AAAAAAAAAMc/Nbnr4rgxC0s/s1600-h/IMG_0009+9.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 198px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9JYdBRQtI/AAAAAAAAAMc/Nbnr4rgxC0s/s320/IMG_0009+9.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282521572384522962" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;      &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51); font-weight: bold;font-size:85%;" &gt;1.ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;เป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์  การเมือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;เศรษฐกิจ  สังคม  และศิลปวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยา  สร้างขึ้นโดยเงินสนับสนุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ของรัฐบาลญี่ปุ่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่นี่สิ่งที่น่าชมที่สุดก็คือแบบจำลองต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;โดยเฉพาะแบบจำลองพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ์รวมทั้งหุ่นจำลอง แสดงทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อมองออกจากป้อมเพชรนั้นจะช่วยให้เห็นภาพ ของกรุงศรีอยุธยายิ่งแจ่มชัดมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 – 16:30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.(035) 245123-4 ค่าเข้าชม 100 บาท&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9GK2vPnVI/AAAAAAAAAL0/1v6B14XsrKs/s1600-h/IMG_0007.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 320px; height: 306px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9GK2vPnVI/AAAAAAAAAL0/1v6B14XsrKs/s320/IMG_0007.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282518040235187538" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;2.วัดพระศรีสรรเพชญ์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;หลังจากชมแบบจำลองมาจากศูนย์ประวัติศาสตร์ซึ่งอันนั้นจำลองมาจากข้อมูลจดหมายเหตุต่างๆแล้วมาดูของจริงกันบ้างของจริงโดย&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;เฉพาะพระบรมมหาราชวังนั้นมีแต่ซากปรักหักพังเสียส่วนใหญ่  ซึ่งเดิมเป็นสถานที่ตั้งพระราชวังหลวงเดิมของพระเจ้าอู่ทองตั้งแต่ปี พ.ศ.1893&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงอุทิศที่วังให้เป็นเขตพุทธาวาสและสร้างวัดขึ้น ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนหุ้มทองคำนามว่าพระศรีสรรเพชญ์ดาญานเป็นวัดในเขตพระราชวัง ที่ไม่มีสงฆ์จำพรรษา  ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ เสด็จออกประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;วัดพระศรีสรรเพชญ์เปิดให้เข้าชมเป็นประจำทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00 – 18:00 น. ค่าเข้าชม 30 บาท&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;3.วัดมหาธาตุ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;วัดมหาธาตุตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังฝั่งตะวันออกใกล้กับสะพานป่าตาล วัด&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ ๑ และเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00 – 18:00 น. ค่าเข้าชม 30 บาท&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 51, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9HtHQEFXI/AAAAAAAAAMM/hLHkqsCiPBA/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9HtHQEFXI/AAAAAAAAAMM/hLHkqsCiPBA/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282519728294991218" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;4.วิหารพระมงคลบพิตร&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);font-size:85%;" &gt;พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ แต่เดิมถูกประดิษฐานไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);"&gt;บริเวณด้านนอกของพระราชวังฝั่งตะวันออก ต่อมาพระเจ้าทรงธรรมได้มีรับสั่งให้ย้ายมาประดิษฐาน ณ ฝั่งตะวันตกอันเป็นที่ประดิษฐานในปัจจุบัน และรับสั่งให้สร้างมณฑปครอบองค์พระไว้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);"&gt;ในช่วงเสียกรุงครั้งที่สอง อาคารที่ประดิษฐานและพระพุทธรูปต่างก็ถูกเผาเสียหายเป็นอย่างมาก ที่เห็นในปัจจุบันนั้นเป็นการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ บริเวณลานกลางแจ้งทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของวิหารเคยเป็นที่จัดพระราช พิธีศพของราชวงศ์ในอดีต (ปัจจุบันจัดขึ้นที่สนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุ, กรุงเทพ)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SVDReMkBhlI/AAAAAAAAAMk/Y4dDWK4uXJs/s1600-h/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 320px; height: 190px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SVDReMkBhlI/AAAAAAAAAMk/Y4dDWK4uXJs/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5282952679604192850" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-1652441825621411810?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/1652441825621411810/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/12/1.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1652441825621411810'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1652441825621411810'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/12/1.html' title='อยุธยามรดกโลก ตอนที่ 1'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SU9CQIIFu4I/AAAAAAAAALU/mVVIfcFtccs/s72-c/08651_011.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-5770328381833309167</id><published>2008-10-24T02:36:00.000-07:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.869-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อัมพวา'/><title type='text'>อัมพวา  วิถีชีวิตริมน้ำ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGuFNff9YI/AAAAAAAAADk/p6S5znkqXak/s1600-h/IMG_00041.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 320px; height: 123px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGuFNff9YI/AAAAAAAAADk/p6S5znkqXak/s320/IMG_00041.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260677244289807746" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 255, 255);"&gt;ตลาดน้ำอัมพวา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGlY8znQDI/AAAAAAAAADE/jMMF9L_FB2g/s1600-h/IMG_00021.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 154px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGlY8znQDI/AAAAAAAAADE/jMMF9L_FB2g/s320/IMG_00021.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260667687803502642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ย้อน&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;กลับ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ไปดูวิถีชีวิตของคนไทยแต่ก่อน  พึ่งพาสายน้ำในการดำเนินของชีวิต  มีความผูกพันธ์กับสายธารมายาวนาน  ปัจจุบันนี้เราแทบไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นสักเท่าไหร่  เหลือเพียงความทรงจำสำหรับสำหรับคนสูงอายุ  ส่วนเ้ด็กๆก็ได้ฟังแต่เรื่องเล่าขานจากผู้ใหญ่ที่เห็นคุณค่า    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแสวงหาความสงบเรียบง่ายเหล่านั้นยังมีผู้อนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว ไว้ให้ได้สัมผัสมากมาย  ณ.ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะทำเพื่อการท่องเที่ยว  หรือรายได้เสริม  แต่ก็ดำรงไว้ซึ่งความประทับใจ หวังเหลือเกินว่าจะไม่เลือนหายไปจากสังคมไทยชั่วลูกชั่วหลานของเราต่อๆไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 153, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ตลาดน้ำอัมวา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;เป็นที่ที่เราคุ้นเคย หรือ คุ้นหู  ด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก  เพราะเที่ยวง่าย  สะดวก มีอาหารพร้อม  ราคาไม่แพงเลย  ถ้าคนกรุงเทพฯจะใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึง ประหยัดเวลา สามารถเดินทางไปกลับได้สบายๆ  หรือถ้ามีเวลามากกว่านั้นเพื่อล่องเรือดูวิธีชีวิตริมฝั่งคลอง   หาโฮมสเตย์พักสักคืนเพื่อดื่มด่ำความสุขเรียบง่ายผ่อนคลายให้กับชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ชมหิ่งห้อย&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;  เป็นโปรแกรมที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือนที่นี่  มีเจ้าของที่พักจะบริการนำทัวร์เองหรือใช้บริการจากชาวบ้านมีอยู่หลายที่เหมือนกัน  อาศัยเรือพายพาคุณล่องไปยังลำน้าแม่กลอง  ผ่านบ้านเรือนริม&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(153, 102, 51);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGteOD2kqI/AAAAAAAAADU/2eQYLDLdco0/s1600-h/%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px; float: right; cursor: pointer; width: 120px; height: 115px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGteOD2kqI/AAAAAAAAADU/2eQYLDLdco0/s320/%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260676574427386530" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ฟากฝั่งคลอง  และต้นลำพูที่ประดับประดาไปด้วยแสงหิ่งห้วย  แสนโรแมนติก  การเดินทางต้องเงียบจะได้ไม่ทำให้หิ่งห้อยหนี  หมดความสวยงามกันพอดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เที่ยว&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ตลาดน้ำอัมพวา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt; &lt;/span&gt;ตั้งอยู่ในอัมเภออัมพวา สมุทรสงคราม เป็นตลาดน้ำที่มีความคึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งชาวบ้านจะพายเรือมาขายอาหารนานาชนิด  ทั้งเรือขายหอยทอด ก๋วยเตี๋ยว  ของปิ้งย่างสดๆ  ปลาหมึก กุ้งจากลำน้ำแม่กลอง  กาแฟ  น้ำตาลสด  ผลไม้สด และอีกมากมาย  ที่สำคัญราคาไม่แพงและอร่อย  ยิ่งเวลาหิวๆคุณอาจเหมาหมดลำก็ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 0, 102);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGtqPSMAHI/AAAAAAAAADc/WN-ai5-0f28/s1600-h/%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 143px; height: 107px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGtqPSMAHI/AAAAAAAAADc/WN-ai5-0f28/s320/%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260676780914376818" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;การเดินทาง&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;  &lt;/span&gt;จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ถึงกิโลเมตรที่ 63 เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ถึงกิโลเมตรที่36-37ให้แยกซ้ายไปทางอุทยานฯร.2  ตลาดน้ำอยู่ใกล้ๆ อุทยาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;ตลาดน้ำเปิด&lt;/span&gt;  &lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;วันศุกร์,&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;เสาร์,อาทิตย์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt; &lt;span style="color: rgb(102, 51, 51);"&gt;และ เวลา 14.00-21.00น.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-5770328381833309167?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/5770328381833309167/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/5770328381833309167'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/5770328381833309167'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='อัมพวา  วิถีชีวิตริมน้ำ'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQGuFNff9YI/AAAAAAAAADk/p6S5znkqXak/s72-c/IMG_00041.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-6100259653097396313</id><published>2008-10-10T09:33:00.000-07:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.872-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Postcard'/><title type='text'>My   Postcard</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGUFuMq_nI/AAAAAAAAAiU/VsAWWz3AOr0/s1600-h/kho+samed+8.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 449px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGUFuMq_nI/AAAAAAAAAiU/VsAWWz3AOr0/s320/kho+samed+8.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301181062413221490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTzBrT7aI/AAAAAAAAAiM/OorkitSC7TQ/s1600-h/kho+samed+3.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 297px; height: 446px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTzBrT7aI/AAAAAAAAAiM/OorkitSC7TQ/s320/kho+samed+3.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301180741224492450" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTpFdKX6I/AAAAAAAAAiE/j3juFUuPy14/s1600-h/kho+samed+6.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 226px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTpFdKX6I/AAAAAAAAAiE/j3juFUuPy14/s320/kho+samed+6.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301180570440196002" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTeVlLOrI/AAAAAAAAAh8/ApT7cQACTI8/s1600-h/kho+samed+7.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 201px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTeVlLOrI/AAAAAAAAAh8/ApT7cQACTI8/s320/kho+samed+7.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301180385790212786" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTIq85RhI/AAAAAAAAAh0/xsG4xwFf_lU/s1600-h/%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A25.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 224px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGTIq85RhI/AAAAAAAAAh0/xsG4xwFf_lU/s320/%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A25.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301180013569721874" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGSzm0wd5I/AAAAAAAAAhk/83rbHcbEfHY/s1600-h/kho+samed+9.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGSzm0wd5I/AAAAAAAAAhk/83rbHcbEfHY/s320/kho+samed+9.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301179651684595602" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGSWSFUfeI/AAAAAAAAAhc/69_yGBrZhGw/s1600-h/%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A23.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 223px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGSWSFUfeI/AAAAAAAAAhc/69_yGBrZhGw/s320/%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A23.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301179147900714466" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGR9FVwmKI/AAAAAAAAAhU/CVi9tMXRers/s1600-h/images.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 202px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGR9FVwmKI/AAAAAAAAAhU/CVi9tMXRers/s320/images.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301178714983274658" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRyK104tI/AAAAAAAAAhM/C7_5bwpXlaw/s1600-h/246254812585.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 401px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRyK104tI/AAAAAAAAAhM/C7_5bwpXlaw/s320/246254812585.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301178527481389778" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRpry2GuI/AAAAAAAAAhE/indOhwGIPec/s1600-h/54-20050831200951.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 225px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRpry2GuI/AAAAAAAAAhE/indOhwGIPec/s320/54-20050831200951.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301178381708434146" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRe-buVfI/AAAAAAAAAg8/mxg9u7pu_b8/s1600-h/0006.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 199px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRe-buVfI/AAAAAAAAAg8/mxg9u7pu_b8/s320/0006.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301178197733168626" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRUh1-IVI/AAAAAAAAAg0/BgRTVExuDnU/s1600-h/0001.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 197px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGRUh1-IVI/AAAAAAAAAg0/BgRTVExuDnU/s320/0001.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301178018259935570" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFnF9IewaI/AAAAAAAAAgc/sbtzbzAPXLw/s1600-h/sun-set+2.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 224px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFnF9IewaI/AAAAAAAAAgc/sbtzbzAPXLw/s320/sun-set+2.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301131588398924194" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFmzg7MlGI/AAAAAAAAAgU/sDFWo4XF8T4/s1600-h/013.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 400px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFmzg7MlGI/AAAAAAAAAgU/sDFWo4XF8T4/s320/013.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301131271589368930" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFmpIBvPFI/AAAAAAAAAgM/5jR06yRwHM4/s1600-h/003.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 400px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFmpIBvPFI/AAAAAAAAAgM/5jR06yRwHM4/s320/003.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301131093107227730" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/prasiratana2.jpg"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-P0woAjvI/AAAAAAAAABs/-exTp2mJIGA/s1600-h/Copy+of+%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255577426733338354" style="" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-P0woAjvI/AAAAAAAAABs/-exTp2mJIGA/s320/Copy+of+%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%945.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-PemwnW0I/AAAAAAAAABk/1lXz8rGDmwU/s1600-h/%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D6.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255577046127958850" style="" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-PemwnW0I/AAAAAAAAABk/1lXz8rGDmwU/s320/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%946.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-PHCEvudI/AAAAAAAAABc/yl8liHRHDmw/s1600-h/%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D12.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255576641143290322" style="" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-PHCEvudI/AAAAAAAAABc/yl8liHRHDmw/s320/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9412.jpg" width="314" border="0" height="204" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-OzX973sI/AAAAAAAAABU/tLrJ7AInaz0/s1600-h/%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255576303422922434" style="" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-OzX973sI/AAAAAAAAABU/tLrJ7AInaz0/s320/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%945.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-OTX_Y6aI/AAAAAAAAABM/UaRY7RyEUT4/s1600-h/Copy+of+%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D10.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255575753673206178" style="" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-OTX_Y6aI/AAAAAAAAABM/UaRY7RyEUT4/s320/Copy+of+%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9410.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-N5Q05zVI/AAAAAAAAABE/VeYbhKzJxTM/s1600-h/Copy+of+%C3%A0%C2%B9%E2%80%9A%C3%A0%C2%B8%E2%80%BA%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C5%92%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D9.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5255575305073577298" style="" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SO-N5Q05zVI/AAAAAAAAABE/VeYbhKzJxTM/s320/Copy+of+%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%949.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/1024.jpg"&gt;&lt;img style="width: 320px;" alt="" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/1024.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/19.jpg"&gt;&lt;img style="width: 320px;" alt="" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/19.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/b18ccf9c.jpg"&gt;&lt;img style="width: 320px;" alt="" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/b18ccf9c.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/b18ccf9c.jpg"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/1-1.jpg"&gt;&lt;img style="width: 320px;" alt="" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/1-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;end&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZBSNZS-lUI/AAAAAAAAAcs/RX1oKaYjz0U/S1600-R/Untitled-2.jpg&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-6100259653097396313?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/6100259653097396313/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/my-postcard.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/6100259653097396313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/6100259653097396313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/my-postcard.html' title='My   Postcard'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZGUFuMq_nI/AAAAAAAAAiU/VsAWWz3AOr0/s72-c/kho+samed+8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-1908026989019221655</id><published>2008-10-08T00:09:00.000-07:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.876-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ศาลาไทย'/><title type='text'>ศาลาไทย</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFZdKaYFCI/AAAAAAAAAf0/sRdaDJEtYz0/s1600-h/salathaili8.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 292px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFZdKaYFCI/AAAAAAAAAf0/sRdaDJEtYz0/s320/salathaili8.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301116593937847330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: normal; color: rgb(0, 0, 102);font-family:arial;font-size:100%;"  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;          &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;เกิดมา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ครั้ง&lt;/span&gt; หนึ่งในชีวิต รู้จักความเป็นตัวตนที่อยู่ในโลกนี้ สำคัญจริงจริง การที่เราเกิดมาในประเทศไทย ควรจะนึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติของตัวเอง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่รวมกันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่เห็นทุกครั้ง ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่านี่เป็นไทยจริงจริง คือ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ศาลาไทย&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFbgLnZMYI/AAAAAAAAAf8/aFkTE3qUdrk/s1600-h/1165286877.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 294px; height: 220px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFbgLnZMYI/AAAAAAAAAf8/aFkTE3qUdrk/s320/1165286877.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301118844823744898" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;ศาลาไทย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; หมายถึง สิ่งที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักของคนไทย ไม่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยถาวร เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย มีหลายลักษณะและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น ที่ตั้ง และสภาพแวดล้อม เช่น ศาลาไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศาลาไทยภาคใต้ โดยทั่วไปมีลักษณะเปิดโล่ง ไม่มีฝาหรือมีอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วย พื้นฐาน เสา และหลังคาเพื่อใช้เป็นที่บังแดด ฝน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศาลาไทย &lt;/span&gt;เป็นสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกไปให้ชาวโลกรู้สำหรับเอกลักษณ์ของไทย ปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้เผยแพร่และปลูกสร้างศาลาไทยไว้ที่ต่างประเทศมากมายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือแต่พ.ศ.2452&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศาลาไทยใหม่&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;small style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Bad Homburg&lt;/span&gt;&lt;/small&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa5GGKcqrI/AAAAAAAAAGg/zAXqAhBoNdY/s1600-h/%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%991.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 250px; height: 157px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa5GGKcqrI/AAAAAAAAAGg/zAXqAhBoNdY/s320/%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%991.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5262096729013791410" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยและเยอรมนีได้     หยั่งรากลึกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า     อยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์          ได้เยือนเยอรมนีเมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ. 2440 และปี พ.ศ. 2450 &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;การประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จเยือนอย่างไม่เป็นทางการ ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือเยอรมัน จักรพรรดิวิลเลี่ยมที่ 2 ได้ถวายการต้อนรับ ทรงสนพระทัยด้านการแพทย์และเทคโนโลยี สื่อต่างประเทศ    ได้บันทึกถึงพระปรีชาญาณในการปกครอง และการดำเนินนโยบายการเมือง ทรงเป็นที่ ชื่นชอบของชาวเยอรมัน ได้เสด็จประพาสกรุงเบอร์ลิน  เมืองบาเด็น บาเด็น ไฮเดล   เบิร์ก บราวน์ชไวน์  &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;อีกทั้งตามคำแนะนำของนาย แพทย์เบอห์เม่อร์ ทรงเข้ารับการพักรักษาตัวที่เมืองบาด ฮอมบวร์ก เป็นเวลา 1 เดือน และได้มีการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาที่เมืองบาด ฮอมบวร์กแห่งนี้ ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2450 ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าร่วมเฉลิมฉลองด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;                                                     &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;                              &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;ศาลาไทยในเวสพาร์ค สร้างโดยนักธุรกิจชาวเยอรมันที่อยู่ในประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFVfPwKbRI/AAAAAAAAAfk/KG-g42ttxVo/s1600-h/102.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 270px; height: 202px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFVfPwKbRI/AAAAAAAAAfk/KG-g42ttxVo/s320/102.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301112231684631826" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;รวม ทั้งในขณะนั้นทางเมืองบาด ฮอมบวร์กได้ค้นพบ บ่อน้ำพุแห่งใหม่ที่เป็นสายน้ำแร่ ใต้ดิน จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ทรงเปิดน้ำพุ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระนาม คิงจุฬาลงกรณ์ “King Chulalongkorn” เป็นชื่อบ่อน้ำพุ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2450 อีกด้วย &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ภายหลังเสด็จนิวัตประเทศไทย ได้ทรงมีพระราช กระแสรับสั่งให้สร้างศาลาไทย เพื่อพระราชทานให้เมืองบาด ฮอมบวร์ก เพื่อครอบน้ำพุที่ค้นพบใหม่ คิงจุฬาลงกรณ์ โดยทางเมืองบาด ฮอมบวร์ก เห็นว่าศาลาไทยมีความงดงาม จึงได้นำไป  ตั้งไว้ที่สวนสาธารณะประจำเมืองแทน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของทั้ง คนไทยและชาวเยอรมัน&lt;/span&gt;&lt;img src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-5.jpg" alt="" /&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;     ศาลาไทย ณ เมือง บัดฮัมบวร์ก ประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน    ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2525 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมนี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรศาลาไทย ทรงพบความชำรุดทรุดโทรม จึงโปรดเกล้าฯให้มีการบูรณะซ่อมแซม กองจดหมายเหตุแห่งชาติจึงได้รวบรวม เอกสารจดหมายเหตุว่าด้วย การก่อสร้างและการบูรณะศาลาไทย ณ เมือง บัดฮัมบวร์ก สหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเสด็จประพาสเยอรมนี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี 2550 นี้ เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทางการเมืองบาด ฮอมบวร์ก ได้จัดโครงการบูรณะและเสนอให้ฝ่ายไทยสร้างถาวร วัตถุ คือ ศาลาไทย (แห่งที่ 2) ขึ้นที่บ่อน้ำพุ ตามพระราชประสงค์เดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเสด็จฯ เยือนเยอรมนีในครั้งนั้น ซึ่งการก่อสร้างได้ดำเนินไปด้วยดี โดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยและเยอรมนี &lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;โดย สถานเอกอัครราช ทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัด พิธีมอบศาลาไทย ณ บ่อน้ำพุ “King Chulalongkorn” ให้แก่เทศบาลเมืองบาด ฮอมบวร์ก    ซึ่งตั้งอยู่บริเวณบ่อน้ำพุคิง     จุฬาลงกรณ์ ในสวนสาธารณะ Kurpark ในวันที่ 20 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา โดยมี ฯพณฯ นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีของฝ่ายไทยและ Dr.Ursula Jungherr นายกเทศมนตรีเมืองบาด ฮอมบวร์ก เป็นประธาน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center; font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;บาด ฮอมบวร์ก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFK3tg7isI/AAAAAAAAAfM/jzjICtyIe2c/s1600-h/177254770219.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 223px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFK3tg7isI/AAAAAAAAAfM/jzjICtyIe2c/s320/177254770219.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301100557362760386" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ในพิธีทางฝ่ายเยอรมนี&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ศาลาไทยหลังนี้ จัดสร้างโดยงบประมาณของ  กระทรวงการต่างประเทศ ออกแบบโดยกรมศิลปากร ซึ่งมีลักษณะเป็นตรีมุข 2 ชั้นลด จั่วหลังคาประดับรวยระกาและเหราจำหลักลวดลายปิดทองประดับกระจก หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีฟ้ารองรับเครื่องบนด้วยเสาแปดเหลี่ยม ตัวเสาเขียนลายรดน้ำประดับบัวปลายเสา คันทวย และซุ้มคูหา จำหลักลวดลาย ปิดทองประดับกระจก ทั้งนี้      ได้รับพระราชทานพระบรม   ราชานุญาตให้ดำเนินการจัดสร้าง       โดยเชิญอักษรพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบัน        ทั้ง 3 ด้านของศาลาไทย&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;การจัดสร้างศาลา ไทย หลังนี้ นอกจากจะเป็นการเทิด พระเกียรติฯแล้ว ยังเป็นอนุสรณ์สถานในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเสด็จประพาสเมืองแห่งนี้ และแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับเยอรมนีที่มี มาช้านาน ทั้งยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จะคงอยู่ถึงอนุชนรุ่นหลังให้ได้ศึกษากันสืบ ต่อไป&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center; font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ศาลาไทย ที่  สวีเดน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa5AvgeQMI/AAAAAAAAAGY/cMpR9mk2BN0/s1600-h/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%991.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 250px; height: 188px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa5AvgeQMI/AAAAAAAAAGY/cMpR9mk2BN0/s320/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%991.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5262096637032808642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;                                                        &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);font-family:arial,sans-serif;font-size:-1;"  &gt;ศาลาไทยในเมดิสันเคาน์ตี้ วิสคอนซิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa43e6wUyI/AAAAAAAAAGQ/pyfv7zq2uXU/s1600-h/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%991.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 250px; height: 196px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa43e6wUyI/AAAAAAAAAGQ/pyfv7zq2uXU/s320/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%991.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5262096477960819490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa4mfxf0_I/AAAAAAAAAGI/O5B_KuGbwgA/s1600-h/%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%991.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 250px; height: 305px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SQa4mfxf0_I/AAAAAAAAAGI/O5B_KuGbwgA/s320/%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%991.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5262096186132648946" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;img src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-7.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;ศาลาไทยในฮาวาย   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;                                                            &lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 204, 204);font-size:130%;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;                                                                               &lt;img src="file:///C:/DOCUME%7E1/ADMINI%7E1/LOCALS%7E1/Temp/moz-screenshot-6.jpg" alt="" /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ในปี 1967 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จ พระราชดำเนินมายัง อีสเวสต์เซนเตอร์ ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยฮาวาย เพื่อทรงพระราชทานศาลาไทยเป็นของขวัญส่วนพระองค์ โดยส่งมาทางเรือ ซึ่งศาลาไทยนี้มีชื่อว่า พระที่นั่งปาฏิหารย์ทัศนัย โดยชื่อภาษาอังกฤษว่า " Throne of the Miracle Vision" ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ศาลาที่อยู่นอกประเทศไทยและมีตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFRyGEWT3I/AAAAAAAAAfc/JjW_y2ncj_Q/s1600-h/zoom.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 280px; height: 241px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFRyGEWT3I/AAAAAAAAAfc/JjW_y2ncj_Q/s320/zoom.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301108157455945586" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;                                                              &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ศาลาหลังใหม่ในฮาวาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ตัวศาลาไทยตั้งอยู่ ณ บริเวณด้านข้างของเจฟเฟอร์สัน ฮอลล์ อันเป็นอาคารสวยงามและมีชื่อเสียงมากของ EWC ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อก้อง I.M.Pei…ภายใต้ต้นมะเดื่ออันร่มรื่น&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;กล่าวกันว่า ศาลาไทยได้กลายเป็นจุดเด่นและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอีสเวสเซ็นเตอร์ เพราะสามารถมองเห็นได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่นักศึกษาและนักวิจัยของศูนย์ ให้ความนิยม&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;เป็นที่โจษขานกันว่า “ศาลาไทย” เป็นสถานที่ ที่นักศึกษานานาชาติมานัดพบกัน เพื่อสารภาพรักกัน หรือขอแต่งงานกันมากที่สุดในมหาวิทยาลัยฮาวาย เพราะความสง่างามและความโรแมนติกที่เหนือกว่าจุดอื่นๆ&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปยาวนานถึง 40 กว่าปีเช่นนี้ ศาลาไทยหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้แท้ๆ ก็ย่อมจะผุพังลงไป จึงมีความดำริจากสถาบันที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และด้วยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน รวมตลอดทั้ง EWC ในที่สุดการก่อสร้างปรับปรุงก็เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2006 และแล้วเสร็จเป็นศาลาไทยสีทองเหลืองอร่ามหลังใหม่ที่งดงามอลังการยิ่งกว่า เดิม&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ศาลาไทยหลังเดิมนั้นเป็นไม้ เนื้ออ่อน เมื่อเวลาผ่านไปนาน ทำให้เกิดชำรุดเสียหาย ซึ่งทางรัฐบาลไทยและอีสเวสต์เซนเตอร์ได้ร่วมกันขอพระบรมราชานุญาติปลูกสร้าง ใหม่ในปี 2006 โดยศาลาไทยหลังใหม่นี้ เป็นไม้สักทั้งหลัง ทาด้วยทองโดยมีสถาปนิกผู้ควบคุมดูแลในการก่อสร้างคือ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;โดยใช้ไม้สัก และไม้หอมของไทยในการก่อสร้าง มีการแกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา  ศาลาทั้งหลังก่อสร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จนเสร็จเรียบร้อยจึงถอดออกเป็นชิ้นส่วนส่งไปฮาวายทางเรือ พร้อมทั้งส่งช่างไทย 6 คน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;และวิศวกรไทยอีก 1 คน ไปร่วมกันประกอบ   ชื่ออย่างเป็นทางการของศาลาไทยก็คือ&lt;/span&gt; “&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;The Royal Sala Thai”&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2008  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศาลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center; font-weight: bold; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ศาลาไทยในสวีเดนซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFYfhPmvLI/AAAAAAAAAfs/O7D6yqvataQ/s1600-h/122102724_35120ba758.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 290px; height: 290px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFYfhPmvLI/AAAAAAAAAfs/O7D6yqvataQ/s320/122102724_35120ba758.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301115534914796722" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;                           ภาพนี้นี้ขอบคุณจาก Siam wood carving&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;h1 id="banner-header"&gt;&lt;a href="http://www.siamwoodcarving.com/" accesskey="1"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/h1&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://mytripplaner.blogspot.com/search/label/%C3%A0%C2%B8%C2%A8%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%C2%A5%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B9%E2%80%9E%C3%A0%C2%B8%E2%80%94%C3%A0%C2%B8%C2%A2"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-1908026989019221655?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/1908026989019221655/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post_08.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1908026989019221655'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/1908026989019221655'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post_08.html' title='ศาลาไทย'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFZdKaYFCI/AAAAAAAAAf0/sRdaDJEtYz0/s72-c/salathaili8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5099712308900218232.post-3770739958066772068</id><published>2008-10-05T06:39:00.000-07:00</published><updated>2011-01-27T00:03:08.882-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ช้างไทย'/><title type='text'>ช้างไทย</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFjikIuGOI/AAAAAAAAAgE/yNcIly_UJmA/s1600-h/changthaioy2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 277px; height: 235px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFjikIuGOI/AAAAAAAAAgE/yNcIly_UJmA/s320/changthaioy2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301127681858738402" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ช้างไทย Chang Thai (Elephant หรือ Elephas Maximas)   เป็นสัตว์ประจำชาติไทย  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://s384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/?action=view&amp;amp;current=db76c937.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="width: 148px; height: 142px;" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/db76c937.jpg" alt="&amp;amp;#3594;&amp;amp;#3657;&amp;amp;#3634;&amp;amp;#3591;&amp;amp;#3652;&amp;amp;#3607;&amp;amp;#3618;" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center; font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;span style=";font-family:georgia;font-size:85%;"  &gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: normal;font-size:100%;" &gt;ช้างๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า ใครๆก็รู้จักแม้กระทั่งลูกเด็กเล็กแดง มีอิทธิพลในใจของคนไทยมาช้านานตั้งแต่ เริ่มเกิดเป็นชาติไทยด้วยซ้ำ ช้างเป็นสัญลักษณ์ ในความเป็นไทยอีกอย่างหนึ่งก็  คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;p style="text-align: center; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;a style="color: rgb(153, 102, 51);" href="http://s384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/?action=view&amp;amp;current=images-1.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="width: 153px; height: 194px;" alt="&amp;amp;#3594;&amp;amp;#3657;&amp;amp;#3634;&amp;amp;#3591;" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/images-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);font-size:130%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:130%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ช้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:130%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;มาเริ่มกันเรื่องเอกลักษณ์ของเมืองไทยอีกสัก เรื่องหนึ่งก่อนที่จะเข้า ทริปท่องเที่ยว หลังจากที่มารู้จักเอกลักษณ์ไทยจากเรือนไทย มาแล้ว ช้างนับว่าเป็นสัตว์ที่เป็นคู่บ้านคู่เมืองไทยมายาวนาน ตอนเด็กๆเราร้องเพลงช้างได้ก่อนเพลงอื่นๆด้วยซ้ำไป และรู้สึกถึงความรักความเอ็นดูเมื่อใครเรียกไปดูช้าง ทั้งๆที่มันตัวใหญ่ แม้กระทั่งเด็กเล็กแดงจะตื่นเต้นดีใจอยากจับต้องตัวมัน หรือบางคนที่ยอมลอดท้องแก้เคล็ดบางอย่างสิ่งเหล่านี้ เป็นเหมือนเอกลักษณ์ที่ได้เห็นกันอยู่เสมอๆแบบชาวบ้าน ทั่วๆไป ถ้าเอาแบบชาวบ้านจริงๆ คนชื่อช้างมีมากมาย นักกอล์ฟชาวไทยก็คนหนึ่งล่ะ ดอกกล้วยไม้ยังเอาชื่อช้างมาใช้ เช่น ช้างกระ,ช้างดำ,ช้างเผือก,ช้างแดง และมีเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งใช้ชื่อช้าง ทำให้ดังระเบิด ด้วย (อาจจะเพราะของแถมก็ได้ จนเจ้าของรวยอันดับต้นๆของเมืองไทยซะอีก ฮิฮิ) แต่ที่พูดถึงคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ ลำตัวสีเทา จมูกยื่นเรียกว่างวงตัวผู้มีงาเรียกช้างพลายถ้าไม่มีงาเรียกว่าช้างสีดอหรือ ถ้าตัวเมียเรียกว่าช้างพังเป็นที่เข้าใจกันนะคะ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;- แต่ในอดีตช้างมีความสำคัญมาก เคยได้รับเกียรติสูงให้เป็นพาหนะยามออกศึกของพระมหากษัตริย์ไทย และเป็นสัตว์คู่บุญบารมีอีกด้วย ในอดีตช้างยังอยู่ในธงชาติไทยอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: center; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;a href="http://s384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/?action=view&amp;amp;current=836cd503.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img style="width: 162px; height: 117px;" alt="&amp;amp;#3594;&amp;amp;#3657;&amp;amp;#3634;&amp;amp;#3591;" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/836cd503.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul style="color: rgb(0, 153, 0); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;ช้างเผือก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;ช้างเผือกได้มีราชประเพณีนิยมนับถือ มีความสำคัญแก่บ้านเมืองมาแต่โบราณ &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;เมื่อช้างเผือกเกิดขึ้นในแผ่นดิน  ตามตำราคชศาสตร์และตามพระราชบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว  ทางราชการย่อมประกอบพระราชพิธีรับขึ้นระวางสมโภชเป็นพระยาช้างต้น หรือช้างเผือกตามคตินิยมอันเป็นพระราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;ลักษณะช้างที่เป็นมงคล ค้องครบด้วยองค์ 7 ประการ ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;span style="font-size:100%;"&gt;1. ตาขาว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือมีดวงตาขาวเรื่อๆ โดยทั่วไป เสมือนตาน้ำข้าวเฉพาะแก้วตา หรือที่เรียกว่าตาดำนั้น ใสเรืองรองเป็นประกายแก้วผลึก&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;2. เพดานขาว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ มีเพดานปากขาวดุจเนื้อในของเผือกมัน หากจะดำหรือแดงก็ค่อนข้างขาวเสมอกัน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;3. เล็บขาว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ มักมีเล็บขาวเหมือนงาของมันเองทั้งหมด ขอบหนังหุ้มเล็บสม่ำเสมอกัน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;4. พื้นหลังขาว หรือคล้ายหม้อดินใหม่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ พื้นหนังทั่งร่างกาย แม้จะแลไม่เห็นเป็นสีเผือกเหมือนความยเผือกก็ตาม แต่จะต้องสีคล้ายสีหม้อดินใหม่ๆ ยังไม่ได้ใช้&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;5. ขนหางยาว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ ขนที่หางเป็นพวงพุ่มลดหลั่นกันเกือบถึงน่องตอนล่าง ระหว่างส้นเท้าหลัง&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;6. ขนขาว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ ขนทั่งร่างกายขาว หรือนวล แต่ละขุมขนมีเส้นออกมาสม่ำเสมอกัน ขุมละเส้น และยาวสม่ำเสมอกัน&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;7. อัณฑโคตร์ขาว หรือคล้ายหม้อดินใหม่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ มีของลับเมื่อแข็งตัวโผล่ออกมาจากเบ้าจะขาว หรือสีดุจเผือกมัน หรือดุจสีหม้อดินใหม่ ซึ่งค่อนข้างแดงอ่อน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;                          ลักษณะช้างมงคลทั้ง 7 นี้ ใช้ได้สำหรับช้างทั้ง 2 เพศ โดยช้างตัวผู้จะเรียกว่า "ช้างพลาย" และ ช้างตัวเมียเรียกว่า "ช้างพัง" งาของช้างตัวเมียไม่นิยมเรียกว่างา แต่จะเรียกว่า "ขนาย" เพราะว่าสั้นเพียงริมปากช้างปิดเท่านั้น ยาวไม่เกินคืบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;ลักษณะช้างเผือกงาเนียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;             &lt;span style="font-size:100%;"&gt;ช้างเผือกงาเนียน เป็นช้างที่นับว่าเป็นมงคลชนิดหนึ่ง และเป็นช้างที่หายาก ไม่พบในประเทศไทย ช้างชนิดนี้มีลักษณะ 3 ประการ คือ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;  &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;   1. พื้นหนังตามสรรพางค์กายดำ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ หนังไม่ถึงกับดำสนิทนัก ค่อนข้างออกเป็นสีแดง&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;2. งามีลักษณะเป็นรูปปลีกล้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ เป็นงาท่อนใหญ่ไม่ยาวนัก แต่ค่อนข้างใหญ่กว่าช้างพลายธรรมดาทั่วไป&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;3. เล็บดำ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;      คือ มีเล็บออกเป็นสีดำสนิททั่วไป ต่างกับช้างธรรมดาทั่วไปตรงที่ ช้างธรรมดามีเล็บดำๆด่างๆ สีไม่เสมอกัน แต่ช้างชนิดดังกล่าวจะออกเป็นสีดำสนิทตลอดทั้ง 4 เท้า&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;ตำนานเกี่ยวกับช้างเผือกมีอยู่คู่คนไทยมาช้านาน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;ในตำนานพุทธประวัติ กล่าวว่าช้างเผือกนั้นคือสัญลักษณ์แห่งความรู้ และ การเกิด คืนก่อนวันประสูติของพระพุทธเจ้า พระมารดาของพระองค์ทรงสุบิณท์ ถึงช้างเผือก มอบดอกบัวให้พระนาง ดอกบัวอันหมายถึงความบริสุทธิ์และความรู้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;เชื่อกันว่าช้างเผือกมีอิทธฤทธิ์เหนือช้างสามัญ ว่ากันว่ามีพลังดุจเทพแห่งสงคราม สำหรับกษัตริย์ของ ประเทศไทยและพม่าแล้ว การได้ครอบครองช้างเผือก เป็นอะไรที่สำคัญยิ่ง องค์ใดที่มีช้างเผือกหลายตัว จะเป็นกษัตริย์ ที่เกรียงไกร และจะนำพาบ้านเมืองสู่ความรุ่งโรจน์ หากช้างเผือกสิ้น ก็เป็นลางบแกเหตุเภทถัยแก่ ตัวกษัตริย์และแผ่นดินที่ปกครอง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt; &lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:100%;" &gt;ราชันย์ในยุคก่อนจึงมุ่งมั่นที่จะได้ช้างเผือกมาอยู่ในความครอบครอง องค์ใดมีมากตัวก็สามารถให้ราชาเมืองอื่นเป็นของขวัญ เพื่อความเป็นมิตร ในบางคราก็มีการก่อสงครามแย่งชิงช้างเผือกก็มี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFAS-R6q3I/AAAAAAAAAes/gSnZJbq7bS4/s1600-h/elephant-thaihistory12.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 261px; height: 193px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFAS-R6q3I/AAAAAAAAAes/gSnZJbq7bS4/s320/elephant-thaihistory12.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301088931091753842" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul style="color: rgb(153, 102, 51); font-weight: bold;"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ช้างกับกษัตริย์ไทย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กรุงสุโขทัย&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-ใน ศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวว่าพระเจ้ารามคำแหงมหาราชได้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด และยังมีอีกตอนที่กล่าวถึงช้างเผือกตัวโปรดของพระเจ้ารามคำแหงมหาราชที่ชื่อ รุจาครี ซึ่งช้างเผือกตัวนี้ทรงให้แต่งด้วยเครื่องคชาภรณ์ แล้วทรงนำราษฎรออกบำเพ็ญกุศลตามพระอารามในอรัญญิกเมื่อครั้งที่ทรงครองกรุง สุโขทัย &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กรุงศรีอยุธยา&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีช้างเผือกที่มีลักษณะพิเศษที่นำมาเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล&lt;br /&gt;-ในสมัย สมเด็จพระอินทราชาที่ 2 ได้ช้างเผือกมา 1 เชือก&lt;br /&gt;-ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชได้ปรากฏช้างเผือกที่ชื่อพระฉัททันต์ขึ้น&lt;br /&gt;-ใน สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัชสมัยเริ่มต้นที่ให้ความสำคัญกับช้างเผือกมากที่สุด พร้อมทั้งยังมีช้างเผือกประจำรัชกาลนี้ถึง 7 เชือก คือ พระคเชนทโรดม พระรัตนากาศ พระแก้วทรงบาศ ช้างเผือกพังแม่และพังลูก พระบรมไกรสร พระสุริยกุญชร&lt;br /&gt;-ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ได้ช้างเผือกมา 2 เชือก คือ พระอินทร์ไอยราวรรณ และ เจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์&lt;br /&gt;-ในสมัยสมเด็จพระมหาบุรุษ( พระเพทราชา) ได้ช้างเผือกมา 2 เชือก คือ พระอินทรไอราพต และ พระบรมรัตนากาศ&lt;br /&gt;-ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 ( พระเจ้าเสือ ) ได้ช้างเผือกชื่อ พระบรมไตรจักร&lt;br /&gt;-ใน สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ( พระบรมโกศ )ได้ช้างเผือกมา 6 เชือก คือ พระวิเชียรหัสดิน พระบรมราชนาเคนทร พระบรมวิไชยคเชนทร พระบรมกุญชร พระบรมจักรพาลหัตถี พระบรมคชลักษณ์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กรุงธนบุรี&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ช้างพังเผือก ได้เมื่อครั้งนำกองทัพกรุงไปล้อมเมืองฝาง เจ้าฝางหนีพาช้างไปด้วย กองทัพติดตามได้ลูกช้างนำมาถวาย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SP8EyQSx2TI/AAAAAAAAACE/cRycAtjdvkM/s1600-h/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SP8EyQSx2TI/AAAAAAAAACE/cRycAtjdvkM/s320/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259928151205730610" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 153, 0);font-size:100%;" &gt;กรุงรัตนโกสินทร์&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;- &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ช้าง 10 เชือก คือ พระบรมไกรสร ( บวรสุประดิษฐ) พระบรมไกรสร ( บวรบุษปทันต์ ) พระอินทรไอยรา พระเทพกุญชร พระบรมฉัททันต์ พระบรมนัขมณี พระบรมคชลักษณ์ ( อรรคคเชนทร์ ) พระบรมนาเคนทร์ พระบรมคชลักษณ์ ( อรรคชาติดามพหัตถี ) พระบรมเมฆเอกทนต์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีช้าง 6 เชือก คือ พระยาเศวตกุญชร พระบรมนาเคนทร์ พระบรมหัศดิน พระบรมนาเคนทร์ ( คเชนทรธราธาร ) พระยาเศวตไอยรา พระยาเศวตคชลักษณ์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้างเผือกอยู่ 20 เชือก คือ พระบรมคชลักษณ์ พระบรมไอยรา พระบรมนาเคนทร์ พระบรมเอกทันต์ พระยามงคลหัสดิน พระยามงคลนาคินทร์ พระบรมไกรสร พระบรมกุญชร พังหงษาสวรรค์ พระนัขนาเคนทร์ พระบรมไอยเรศ พระบรมสังขทันต์ พระบรมคชลักษณ์ ( ศักดิสารจุมประสาท ) พระบรมนขาคเชนทร์ พระนาเคนทรนขา พระบรมทัศนขา ช้างพลายสีประหลาด พระบรมศุภราช พระยามงคลคชพงศ์ ช้างพลายกระจุดดำ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้าง 15 เชือก คือ พระบรมนัขสมบัติ พระวิมลรัตนกิริณี พระบรมคชรัตน พระวิสูตรรัตนกิริณี พระพิไชยนิลนัข พระพิไชยกฤษณาวรรณ พระศรีสกลกฤษณ์ พระมหาศรีเศวตวิมลวรรณ ช้างพังเผือกเอก พระเศวตสุวรรณาภาพรรณ ช้างพัง เผือกเอก พระเทวสยามมหาพิฆเนศวร ช้างสีประหลาด เจ้าพระยาปราบไตรจักร พระยาไชยานุภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้าง 19 เชือก คือ พระเศวตวรวรรณ พระมหารพีพรรณคชพงษ์ พระเศวตสุวภาพรรณ พระเทพคชรัตนกิริณี พระศรีสวัสดิเศวตวรรณ พระบรมทันตวรลักษณ์ พระเศวตวรลักษณ์ พระเศวตวรสรรพางค์ พระเศวตวิสุทธิเทพา พระเศวตสุนทรสวัสดิ์ พระเศวตสกลวโรภาศ พระเศวตรุจิราภาพรรณ พระเศวตวรนาเคนทร์ ช้างพลายเผือกเอก พระศรีเศวตวรรณิภา พระเศวตอุดมวารณ์ ช้างพลายสีประหลาด 2 เชือก เจ้าพระยาไชยานุภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ช้าง พระเศวตวชิรพาหะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ช้าง พระเศวตคชเดชน์ดิลก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;-รัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช มีช้างเผือก 10 เชือก คือ พระเศวตอดุลยเดชพาหน พระเศวตวรรัตนกรี พระเศวตสุรคชาธาร พระศรีเศวตศุภลักษณ์ พระเศวตศุทธวิลาศ พระวิมลรัตนกิริณี พระศรีนรารัฐราชกิริณี พระเศวตภาสุรคเชนทร์ พระเทพรัตนกิริณี พระบรมนขทัศ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFANmsTRBI/AAAAAAAAAek/hLdZw1_iPZM/s1600-h/elephant-thaihistory11.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 242px; height: 163px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFANmsTRBI/AAAAAAAAAek/hLdZw1_iPZM/s320/elephant-thaihistory11.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301088838860620818" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;เรื่อง สำคัญหลักๆ มีอีกอย่างก็คือช้างกับการท่องเที่ยวไทยคู่กันมายาวนานและมีแทบทุกภาคของ ประเทศไทย ใหญ่ก็ทางภาคเหนือ เพราะมีปางช้างหลายแห่ง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ข้อมูลจาก &lt;a href="http://www.thaigoodview.com/node/14943?page=0%2C8"&gt;http://www.thaigoodview.com/node/14943?page=0%2C8 &lt;/a&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center; color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SP8EBJgOkDI/AAAAAAAAAB0/2t7wSfKR-LQ/s1600-h/01562_003.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 264px; height: 127px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SP8EBJgOkDI/AAAAAAAAAB0/2t7wSfKR-LQ/s320/01562_003.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259927307569500210" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);font-size:85%;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;มาดูวิสัยทัศน์ของมูลนิธิช้างอย่างน่าเป็นแบบอย่างที่ดี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;"&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;คนคู่ช้าง ช้างคู่ไทยช้างยิ่งใหญ่ ไทยยั่งยืน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;นอกจากนี้ยังมี&lt;br /&gt;แผนแม่บทการอนุรักษ์ช้างแห่งชาติ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;(National Master Plan for the Conservation of Elephant)(พ.ศ. 2546-2555)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;พันธกิจช้างบ้าน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;1. ช้างมีสวัสดิภาพ สมศักดิ์ศรีสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;2. มีระบบการจดทะเบียนช้างและช้างขึ้นทะเบียนสมบูรณ์แบบ 100 %&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;3. ฟื้นฟูและพัฒนาวิชาคชศาสตร์ให้เป็นสากล เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;4. ฟื้นฟูและคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีระหว่างคนกับช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;5. ส่งเสริมกิจกรรมการใช้ช้างเพื่อสร้างรายได้ให้ชาวช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ช้างป่า&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;1. ช้างได้รับความคุ้มครองอย่างจริงจังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;2. คุ้มครองพื้นที่ป่าสมบูรณ์และปลอดภัยเพื่อเป็นที่อยู่ของช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;3. คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ยุทธศาสตร์รวม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;1. จัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายช้างแห่งชาติ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;2. สร้างมาตรฐานธุรกิจเกี่ยวกับช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;3. ป่าสมบูรณ์เพื่อช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;4. ชุมชนคนอยู่ร่วมช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;5. ส่งเสริมอาชีพชาวช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;6. จัดตั้งกองทุนช่วยช้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;7. ฟื้นฟูและเสริมสร้างวัฒนธรรมช้างไทย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51); text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;8. ส่งเสริมและเผยแพร่คชศาสตร์ศึกษา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(153, 102, 51);" align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;a href="http://www.asian-elephant.org/knowledge3.shtml"&gt;http://www.asian-elephant.org/knowledge3.shtml&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://mytripplaner.blogspot.com/search/label/%C3%A0%C2%B8%C5%A0%C3%A0%C2%B9%E2%80%B0%C3%A0%C2%B8%C2%B2%C3%A0%C2%B8%E2%80%A1%20%C3%A0%C2%B8%E2%80%9E%C3%A0%C2%B8%C2%B9%C3%A0%C2%B9%CB%86%C3%A0%C2%B9%E2%82%AC%C3%A0%C2%B8%C2%A1%C3%A0%C2%B8%C2%B7%C3%A0%C2%B8%C2%AD%C3%A0%C2%B8%E2%80%A1%C3%A0%C2%B9%E2%80%9E%C3%A0%C2%B8%E2%80%94%C3%A0%C2%B8%C2%A2"&gt;&lt;img style="width: 241px; height: 157px;" src="http://i384.photobucket.com/albums/oo282/oiyday/873d40e0.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;ช้างในวรรณคดีและวรรณกรรมไทย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;• ช้างเอราวัณ&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;            เป็นช้างที่มีชื่ออยู่ในวรรณคดีบาลีกล่าวกันว่าเป็นช้างพาหนะของพระอินทร์ เรื่องราวของช้างเอราวัณที่ได้ พูดถึงกันนั้นจะเกี่ยวข้องกับประวัติของท้าวสักกะหรือพระอินทร์ผู้เป็นราชาแห่งเทพชั้นดาวดึงส์&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;br /&gt;• ช้างไอราวัณ&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;            เป็นช้างที่มีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนภูเขา ผิวกายผ่องดูสดใส เป็นช้างที่มีพลังอำนาจมาก ช้างไอราวัณมีหน้าที่ เป็นช้างพาหนะของพระอินทร์ โดยมีหน้าที่หลายอย่างอาทิเช่น การนำพระอินทร์ออกรบ การทำฝน ช้างเอราวัณหรือไอราวัณนี้ปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;• ช้างพลายมงคล&lt;/span&gt; &lt;span style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;            เป็นช้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นช้างที่พระเจ้า เชียงใหม่ถวายเป็นบรรณาการแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีโสกันต์ แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในเวลานั้นยังทรงพระเยาว์ พร้อมกับประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังซึ่งจะทรงเลี้ยงช้างก็ไม่สะดวกนัก จึงประทานให้เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ซึ่งเป็นพระอภิบาลเลี้ยงช้างและ คอยกราบทูลถวายรายงานที่เกี่ยวกับพลาย มงคล ช้างพลายมงคลมาอยู่ที่บ้านเจ้าพระยาเทเวศรฯ หรือที่เรียกกันว่าวังบ้านหม้อซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมีทางเดินขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ก็เป็นบ้านที่มีคนอยู่มากมาย พลายมงคลเมื่อมาอยู่บ้านนี้ก็รู้สึกครึกครื้นเป็นช้างชอบเล่นและเป็นที่ชื่น ชอบแก่เด็กๆ รวมทั้งลูกๆ หลานๆ ของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ด้วย พลายมงคลเป็นช้างที่ฉลาดจึงทำให้เจ้าพระยาเทเวศรฯ รักประดุจลูกพลายมงคลมีคนดูแลชื่อว่า ตาภู่ ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้จึงเปรียบเหมือนเป็นพ่อของพลายมงคลเลยก็ว่าได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFAZgHcVhI/AAAAAAAAAe0/ho41w1KSP9Y/s1600-h/243px-Asian_elephant_-_melbourne_zoo.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 214px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFAZgHcVhI/AAAAAAAAAe0/ho41w1KSP9Y/s320/243px-Asian_elephant_-_melbourne_zoo.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5301089043253843474" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;http://www.lib.ru.ac.th/journal/elephant-thaihistory.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5099712308900218232-3770739958066772068?l=thailandculturalart.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/feeds/3770739958066772068/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post_05.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3770739958066772068'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5099712308900218232/posts/default/3770739958066772068'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailandculturalart.blogspot.com/2008/10/blog-post_05.html' title='ช้างไทย'/><author><name>shasi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11525444599551635841</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_ubRacOa1PGY/TQYmJUaCa4I/AAAAAAAABCA/p8-YWOmXRyU/S220/collage2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_dBGLJiwXoyM/SZFjikIuGOI/AAAAAAAAAgE/yNcIly_UJmA/s72-c/changthaioy2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
